วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา



วิเคราะห์การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา

            ฆราวาสธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับผู้อยู่ครองเรือน หรือหลักครองเรือนของคฤหัสถ์ มี อย่าง คือ ) สัจจะ ความซื่อสัตย์  ) ทมะ  การฝึกตน ) ขันติ ความอดทนอดกลั้น ) จาคะ  การเสียสละ การแบ่งปัน[๑]
           ผู้ที่อยู่ครองเรือนต้องบริหารกิจการในครอบครัวให้เป็นไปอย่างราบรื่นเรียบร้อยต้องประกอบด้วยธรรม ๔ ข้อนี้ คือผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องมีสัจจะความซื่อสัตย์ต่อคนในครอบครัว เช่น สามี มีความซื่อสัตย์ต่อภรรยา ต่อบุตรธิดา ภรรยา มีความซื่อสัตย์ต่อสามี ต่อบุตรธิดา เมื่อผู้นำมีความซื่อสัตย์ต่อคนรอบข้าง จะทำให้คนรอบข้างไว้วางใจไม่เกิดความระแวงต่อกัน แต่ละคนก็จะตั้งใจทำงานตามหน้าที่ของตนได้เต็มความสามารถ การงานที่ทำก็จะออกมาดี ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเอาไว้ ไม่เฉพาะความซื่อสัตย์เท่านั้นที่นำความสำเร็จมาให้ แม้แต่วาจาสัจหรือการพูดความจริงก็นำประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้ดังพระพุทธพจน์ว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา คำสัจ เป็นวาจาที่ไม่ตาย[๒] คนที่มีสัจจะนอกจากจะบริหารงานประสบความสำเร็จแล้ว ยังสามารถกลับใจโจรผู้ร้ายให้เป็นคนดีได้ ดังตัวอย่างเรื่องของสามเณรอธิมุตตกะ ผู้เดินทางผ่านป่าใหญ่เพื่อที่จะไปเยี่ยมมารดาบิดา ถูกพวกโจรจับตัวเพื่อจะฆ่าบวงสรวงเทวดาสามเณรขอชีวิตไว้และรับปากกับโจรว่า เมื่อไปจากที่นี่แล้ว ถ้าเห็นคนเดินผ่านมาจะไม่บอกว่ามีพวกโจรอยู่ในป่านี้  พวกโจรเชื่อถ้อยคำของสามเณรจึงปล่อยไป เมื่อสามเณรเดินไปพบบิดามารดาและพี่น้องชายที่เดินสวนทางมา ได้ทักทายถามข่าวคราวกันเรียบร้อยแล้วก็ลาจากกัน  บิดามารดาของสามเณรเดินทางเข้าป่าใหญ่แห่งนั้นเพื่อจะไปเยี่ยมอุปัชฌาย์ของสามเณร ถูกพวกโจรจับไว้มารดาของสามเณรบ่นเพ้อว่าสามเณรทำไมไม่บอกแม่สักคำว่ามีพวกโจรอาศัยอยู่ในป่านี้ หัวหน้าพวกโจรจึถามเอาความจริงกับนาง  มารดาของสามเณรจึงเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเป็นมารดาบิดาของสามเณรและลูกที่มาด้วยนี้คือพี่น้องชายของสามเณร  หัวหน้าโจรได้ฟังดังนั้น เกิดความเลื่อมใสในความมีสัจจะของสามเณรที่รับปากไว้ว่าจะไม่บอกใครว่ามีพวกโจรอาศัยอยู่ในป่านี้ แม้แต่บิดามารดาของตนก็ไม่บอก จึงปล่อยคนเหล่านั้นแล้วพาลูกน้องทั้งหมดติดตามไปขอบวชกับสามเณร สามเณรให้พวกโจรเหล่านั้นรับไตรสรณคมน์และสิกขาบท ๑๐ แล้ว นำไปขออุปสมบทกับพระอุปัชฌาย์ของตนคือพระสังกิจจเถระ[๓]
            การรักษาสัจจะนอกจากจะมีผลทำให้ผู้รักษาเป็นที่เคารพนับถือของคนอื่นแล้วการทำสัจจกิริยา หรือการตั้งสัจจอธิษฐานยังทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายรอดพ้นจากอันตรายได้ด้วย ดังตัวอย่างเรื่อง สามกุมารในสุวรรณสามชาดก  ความย่อว่า สามกุมารเป็นคนมีเมตตาเป็นที่รักของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเขาอาศัยอยู่ในป่าเลี้ยงมารดาบิดาตาบอดทั้งสอง อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินไปตักน้ำที่ท่าน้ำ พร้อมกับพวกสัตว์ทั้งหลายที่เป็นบริวารของเขา ถูกพระเจ้าปิลยักษ์ ยิงด้วยธนู ได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัส จึงอ้อนวอนให้พระเจ้าปิลยักษ์ไปบอกให้มารดาบิดาของเขาทราบ  พระเจ้าปิลยักษ์ก็ไปตามคำขอร้องของสามกุมาร บิดามารดาของสามกุมารมาแล้วรู้ว่าอาการของลูกชายหนักมากโอกาสรอดชีวิตมีน้อย ด้วยความรักลูกชายจึงตั้งสัจจอธิษฐานขอให้ลูกชายฟื้นและหายจากบาดแผล และความเจ็บปวด เทวดาผู้เคยเป็นมารดาของสามกุมารก็มาร่วมตั้งสัจจอธิษฐานด้วย พอจบคำอธิษฐานของมารดาบิดาและเทวดาเท่านั้น สามกุมารก็ฟื้นขึ้นมาและหายจากบาดแผลและอาการบาดเจ็บ[๔] 
            จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า "สัจจะ" เป็นคุณธรรมที่ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้  ผู้ที่เป็นนักบริหารจึงควรปลูกฝังสัจจะให้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเพื่อจะได้นำไปใช้ในการบริหารตนและบริหารคนให้ประสบความสำเร็จต่อไป  
            ทมะ การฝึกตน ผู้อยู่ครองเรือนต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะมีความรู้ใหม่ๆ มาบริหารกิจการในครอบครัวให้เจริญก้าวหน้าต่อไปการฝึกตนมีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจและทักษะอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต เช่น เข้าฝึกอบรมหลักการวิชาการใหม่ๆ ตามโอกาสที่เหมาะสม การฝึกตนในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญไว้ว่า ผู้ที่ฝึกตนดีแล้วเป็นผู้ประเสริฐกว่าบุคคลอื่นที่ไม่ได้ฝึก ดังพระพุทธพจน์ว่า   "ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ในบรรดามนุษย์ทั้งหลายผู้ที่ฝึกตนดีแล้วเป็นผู้ประเสริฐ"  "อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตย่อมฝึกตน"
           จากพระพุทธพจน์เหล่านี้พระองค์จึงทรงสละเวลาและกำลังแห่งพระวรกายของพระองค์ให้กับการฝึกหัดบุคคลที่ควรฝึกได้ตลอดพระชนมายุ ๔๕ พรรษาที่ทรงเผยแผ่พระสัทธธรรมแก่ชาวโลกทั้งหลาย จะเห็นได้จากการที่พระองค์เสด็จไปสู่คามนิคมน้อยใหญ่เพื่อแสดงพระธรรมเทศนา โปรดเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสัยจะได้บรรลุมรรคผลโดยไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ แม้ใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วยังแสดงพระธรรมเทศนาโปรดสุภัททปริพาชก  ดังเรื่องที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรนั้น บุคคลที่ฝึกตัวเองได้แล้วจึงจะสามารถแนะนำตักเตือนคนอื่นได้ถ้าตนเองยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนให้ดีก่อนเมื่อไปแนะนำคนอื่นเขาก็จะไม่เชื่อฟังถ้อยคำของตนแถมยังจะถูกว่ากล่าวย้อนกลับมาหาตัวเองอีก  ผู้บริหารที่ดีต้องฝึกตนเองให้ดีก่อนแล้วค่อยไปบริหารคนอื่นแนะนำคนอื่น การทำอย่างนี้จึงจะประสบความสำเร็จในการบริหาร
            ขันติ ความอดทนผู้บริหารต้องมีความอดทนอดกลั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นหรือมีอุปสรรค เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความอดทนต่อความลำบากทางด้านร่างกายที่จะต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ยังต้องอดทนต่อความลำบากทางใจด้วย เช่น เมื่อมีเรื่องความขัดแย้งมากระทบจิตใจ ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว หรืออดทนต่อคำด่าว่ากล่าวตักเตือนจากคนในครอบครัว ถ้าผู้บริหารมีขันติความอดทนจะทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพเพราะความอดทนเป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมเหล่าอื่นอีกมากมาย ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่าขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติ คือความอดทนอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่[๕]
            เรื่องของพระพุทธองค์ที่ถูกพวกรับจ้างจากพระนางคันทิยาพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนให้มาด่าพระพุทธองค์ขณะที่เข้าไปบิณฑบาตในพระนครจนพระอานนทเถระทนไม่ไหวทูลเชิญพระองค์ เสด็จไปเมืองอื่น พระพุทธองค์ตรัสว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง  ปัญหาเกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่นแล้วพระองค์ก็อยู่ที่เมืองนั้นจนพวกที่ด่าหยุดด่าไปเอง[๖] 
            ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรเถระถูกพระภิกษุใหม่รูปหนึ่งติเตียนว่าเดินไปเหยียบชายจีวรแล้วไม่ขอโทษจึงนำเรื่องไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสเรียกพระสารีบุตรมาสอบถาม พระเถระยอมรับว่าไม่ได้มีเจตนาแล้วลดตัวลงขอขมาโทษต่อพระภิกษุใหม่รูปนั้นทำให้พระภิกษุรูปนั้นถึงกัอดกลั้นน้ำตาไม่ไหวที่เห็นความเป็นคนสุภาพอ่อนโยนของพระสารีบุตร[๗]
            จากตัวอย่างเรื่องนี้จะเห็นว่าความอดทนอดกลั้นต่อถ้อยคำด่าทอต่างๆ ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี ทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร ทำให้เกิดความรักความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะในสังคมและประเทศชาติ 
            ตัวอย่างการใช้ "ขันติ" ความอดทนต่อความลำบากทางใจเช่นเรื่องของทีฆาวุกุมาร ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎกเล่มที่ ความย่อว่า ทีฆาวุกุมารเป็นโอรสของพระเจ้าทีฆีติ พระราชาแห่งนครโกศล ต่อมานครโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัต พระราชาแห่งนครพาราณสี ยกทัพมายึดเอาพระราชบัลลังก์ พระเจ้าทีฆีติ จึงสั่งให้ทีฆาวุกุมารหลบหนีไปอยู่ที่อื่น ส่วนพระองค์และพระมเหสีปลอมตัวเป็นชาวบ้าน อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต่อมาถูกพระเจ้าพรหมทัตจับได้แล้วนำไปประหารชีวิตขณะที่ถูกนำตัวเดินประจานไปตามถนนนั้น ทีฆาวุกุมาร ก็แฝงตัวอยู่ในหมู่มหาชนนั้น เมื่อเห็นพระบิดาถูกทำทารุณอย่างนั้น ก็ทนไม่ไหว จึงวิ่งเข้าไปใกล้เพื่อจะช่วยพระบิดา พระเจ้าทีฆีติ  เห็นดังนั้น จึงห้ามด้วยถ้อยคำว่า ทีฆาวุ  เจ้า อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร ทีฆาวุกุมารได้ฟังคำของพระบิดาอย่างนั้นก็ยับยั้งใจไว้ได้ เพราะเป็นคนเชื่อฟังพระบิดา เมื่อเห็นพระบิดาถูกเฆี่ยนตีอีกก็ทนไม่ไหววิ่งเข้าไปอีก พระเจ้าทีฆีติก็ตรัสห้ามอย่างนั้นอีก ทีฆาวุกุมารวิ่งเข้าไปถึง ๓ ครั้ง  พระเจ้าทีฆีติก็พูดเตือนสติทีฆาวุกุมารอย่างนี้ถึง ๓  ครั้งเหมือนกัน จนทำให้พวกอำมาตย์เข้าใจว่าพระเจ้าทีฆีติบ่นเพ้อเพราะความกลัวต่อมรณภัยที่จะมาถึง  เมื่อพระบิดาถูกประหารชีวิตทิ้งศพไว้อย่างน่าสลดสังเวช  ทีฆาวุกุมารก็แอบไปนำร่างของพระบิดาพระมารดามทำฌาปนกิจเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปขอสมัครเป็นคนรับใช้คนเลี้ยงช้างของพระเจ้าพรหมทัต ต่อมาได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าพรหมทัตจึงได้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิดในพระราชวัง อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตเสด็จไปล่าเนื้อในป่ากับพวกอำมาตย์โดยให้ทีฆาวุกุมาร เป็นนายสารถีรถคันที่พระองค์ประทับ ทีฆาวุแกล้งเร่งรถให้เร็วเพื่อไม่ให้พวกอำมาตย์ติดตามทันแล้วพาพระเจ้าพรหมทัตเข้าป่าลึก ด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระเจ้าพรหมทัตจึงบรรทมหลับไปบนตักของทีฆาวุกุมาร ทีฆาวุกุมารเมื่อเห็นว่าได้โอกาสแล้วจึงถอดพระขรรค์ออกมาหวังจะปลงพระชนม์ของพระเจ้าพรหมทัต เงื้อพระขรรค์ขึ้นถึง ๓ ครั้งแต่ไม่กล้าทำเพราะระลึกถึงคำพูดของพระบิดา ขณะนั้นพระเจ้าพรหมทัตทรงสุบินและตกใจตื่นขึ้นพร้อมกับแก้ความฝันให้ทีฆาวุกุมารฟังว่ากำลังจะถูกโอรสของพระเจ้าทีฆีติฆ่า พอพูดจบทีฆาวุกุมารก็เอามือข้างหนึ่งจับที่หมวยผมของพระเจ้าพรหมทัตไว้ เอามือข้างหนึ่งเงื้อพระขรรค์ขึ้นเพื่อจะปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตเห็นดังนั้นก็ตกพระทัยจึงร้องขอชีวิตไว้  ทีฆาวุกุมารจึงลดพระขรรค์ลงพร้อมกับหมอบลงแทบพระบาทของพระเจ้าพรหมทัตแล้วพูดว่า ข้าพระองค์ต่างหากที่ต้องขอชีวิตจากพระองค์ พระองค์เป็นเจ้าชีวิตของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงไว้ชีวิตให้แก่ข้าพระองค์ด้วย พระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมารต่างคนต่างก็ขอชีวิตจากกันและกัน ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อกัน แล้วทำปฏิญญาต่อกันว่าจะไม่เป็นศัตรูต่อกัน ด้วยความเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและซื่อสัตย์ของทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัตจึงยกพระธิดาให้เป็นพระชายาของทีฆาวุกุมารแล้วคืนพระราชสมบัติทุกอย่างที่เป็นของพระบิดาของทีฆาวุกุมารให้แก่ทีฆาวุกุมาร ต่อมาเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต ทีฆาวุกุมารได้ครอบครองนครพาราณสี และนครโกศลพร้อมกัน[๘]
            จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงอานิสงส์หรือคุณค่าของขันติความอดทนว่า  สามารถทำศัตรูให้เป็นมิตรและยังเป็นเหตุนำมาซึ่งสมบัติอันยิ่งใหญ่สมกับพระพุทธพจน์ที่ได้ยกมาในเบื้องต้นนั้น
            จาคะ ความเสียสละในที่นี้มีความหมาย ๒ นัยคือ นัยแรก เสียสละแบ่งปันสิ่งของที่หามาได้ให้แก่คนในครอบครัวอย่างเป็นธรรมไม่ลำเอียง  นัยที่สอ  เสียสละหรือสละอารมณ์ที่เป็นข้าศึก ต่อจิตใจที่ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวอารมณ์โกรธ ความเคียดแค้นชิงชัง ความเกลียด ความอาฆาตจองเวร ความพยาบาทปองร้าย เป็นต้น เมื่ออารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต้องเสียสละออกไปจากจิตใจไม่ปล่อย ให้อารมณ์เหล่านี้อยู่ในจิตใจนานเพราะจะทำให้เสียสุขภาพกายและใจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน   การสละสิ่งของของตนให้คนอื่นที่ควรให้เป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญและยกย่อง  ดังที่พระองค์ได้วางหลักการปฏิบัติไว้สำหรับพวกภิกษุทั้งหลายว่าให้แบ่งปันลาภสักการะที่เกิดขึ้นภายในวัดแก่ภิกษุที่มาถึง เช่น ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทำการอปโลกนกรรม แบ่งปันสิ่งของให้ถึงแก่สงฆ์ทุกรูปตามลำดับพรรษา 
            มีข้อความปรากฏในปราภวสูตร[๙] ตอนหนึ่งว่าผู้ที่มีของเหลือกินเหลือใช้ไม่แบ่งปันให้คนอื่น หรือคนรอบข้าง ใช้สอยสิ่งเหล่านั้นเพียงผู้เดียวพระพุทธองค์ตรัสว่าการทำอย่างนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมของคนนั้น
            ในทางพระพุทธศาสนาการสละแบ่งปันสิ่งของของตนให้คนอื่นหรือการถวายสิ่งของของตนให้เป็นทานแก่สงฆ์หรือแก่บุคคล เป็นอุบายเครื่องละกิเลสอย่างหยาบ คือความตระหนี่ออกจากจิตใจของตน ทำให้จิตใจของตนเป็นอิสระจากความตระหนี่ซึ่งเป็นเครื่องผูกพันจิตใจอย่างหนึ่ง  ในโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นคำสอนที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐  รูป ที่มาประชุมกัน ณ พระเวฬุวัน อุทยานป่าไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารถวายให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสาวกนั้น พระองค์ได้แนะนำให้สละอารมณ์ที่เป็นข้าศึกแก่จิตใจด้วยการให้ชำระจิตใจของตนให้สะอาดให้ ผ่องใสจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย เครื่องเศร้าหมองในที่นี้คือกิเลสทั้งหลาย เช่น ความกำหนัดยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกาย ความโกรธ ความอาฆาต ความพยาบาทปองร้าย ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองไม่ปลอดโปร่ง บดบังปัญญา   ปิดกั้ไม่ให้ คนบรรลุถึงความดีที่ควรจะได้
                เมื่อผู้บริหารเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้วนำไปบริหารตนเอง  บริหารงานในครอบครัว แลบริหารงานในองค์กรที่ตนรับผิดชอบอยู่จะทำให้การบริหารงาประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้  มีหลักฐานตามที่ได้ศึกษามานี้และตามหลักฐานที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่อาฬวกยักษ์ในอาฬวกสูตรสรุปใจความได้ว่า สัจจะ เป็นเหตุให้ได้เกียรติ ทมะ เป็นเหตุให้มีปัญญา จาคะ เป็นเหตุให้ผูกมิตรสหายไว้ได้  ขันติ เป็นเหตุให้หาทรัพย์ได้ ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่า ดังพระพุทธพจน์ว่า
                                    ในโลกนี้    เหตุให้ได้เกียรติที่ยิ่งไปกว่า สัจจะ ก็ดี
                                    เหตุให้มีปัญญาที่ยิ่งไปกว่า ทมะ ก็ดี
                                    เหตุให้ผูกมิตรสหายไว้ได้ที่ยิ่งไปกว่า จาคะ ก็ดี
                               เหตุให้หาทรัพย์ได้ที่ยิ่งไปกว่า ขันติ ก็ดี    มีอยู่หรือไม่[๑๐]


[๑] องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒, ๒๕๖/๕๑, ๓๗๓.
[๒] สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๒๑๓/๑๓๙, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๓/๓๑๐.
[๓] ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๘๙/๓๗๐-๓๗๖, มงฺคล. (ไทย) ๑/๕๓/๓๒.
[๔] ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๒๙๖-๔๒๐/๒๒๙-๒๔๕, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๙/๓/๖๓.
[๕] ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๘๔/๒๒, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๔/๙๐.
[๖] ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๑๕/๑๑๗.
[๗] ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๗๖/๓๓๙.
[๘] ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๕/๔๕๘-๔๖๓/๓๔๓-๓๕๓.
[๙] ขุ.สุตฺต. (ไทยป ๒๕/๑๐๒/๕๒๕.
[๑๐] ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๙๑/๕๔๕.

งานที่มอบหมายนิสิต (คฤหัสถ์) ชั้นปีที่ ๒,๓ ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๕


(๒) งานมอบหมายนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ ๓ และนิสิตชั้นปีที่ ๒ ภาคสมทบ ให้เขียนบทความเรื่อง "การบริหารงานตามหลักทิศ ๖" 
มาส่งเป็นการสอบ เทคโฮม (Take Home) กลางภาค

กำหนดส่งภายในวันเสาร์ที่  ๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ นี้




(๑) งานที่มอบหมายนิสิตคณะสังคมศาสตร์ ปี ๓ วิชาพุทธธรรมกับการบริหาร (คฤหัสถ์)(เสาร์)ภาคที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๕
*******************
กลุ่มที่ ๑  (๕) ศึกษาวิเคราะห์หลักสังคหวัตถุ ๔ ประการ (รายงานแล้ว กำลังแก้ไข)
                ๑. นายสุขสันต์  สุขสงครามสุขสันต์
                ๒. นายกอบศักดิ์  มานุรัตน์
                ๓. นางสาวจุฑามาศ  ผิวเหลือง
                ๔. นายชัยธัช  คงสอนพรม
กลุ่มที่ ๒ (๗) ศึกษาวิเคราะห์หลักกัลยาณมิตตธรรม ๗ ประการ
                ๑. นายณัฐวัชร  อยู่ภักดี
                ๒. นายดำรง  มิติสัย
                ๓. นายธงไชย  บัวระภา
                ๔. นายธเนตร  ยอดราช
กลุ่มที่ ๓ (ยกไปรวมกับกลุ่มอื่น)
                ๑. นายธัญชนิต  วรรณโคตร
                ๒. จ่าสิบเอกพุทธิชัย  เพียงสุวรรณ์
                ๓. นายยอดชาย  คำมณีจันทร์
                ๔. นายรังสรรค์  บุญประเสริฐ
กลุ่มที่ ๓ (๔) ศึกษาวิเคราะห์หลักสาราณียธรรม ๖ ประการ
                ๑. นางสาววรษา  ชาวดร
                ๒. นายวิชัย  สุติ
                ๓. นายเจียระไน  แจ้งกระจ่าง
                ๔. นายเทพพร  ดานุรักษ์
กลุ่มที่ ๔ (๖) ศึกษาวิเคราะห์หลักอธิปไตย ๓ ประการ
                ๑. นางนภาพร  ชัชวาล
                ๒. นางสาวพชร  ปิยกุลนันทน์
                ๓. นางหนึ่งฤทัย  พลภักดิ์
                ๔. นางสุภวัลย์  นิธิบุญญวงค์
กลุ่มที่ ๕ (๓) ศึกษาวิเคราะห์หลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ
                ๑. นายวราวุฒิ  ปลื้มชัยภูมิ
                ๒. นายอธิปัตย์  ผิวสวัสดิ์
                ๓. นายยุทธนา  มงคลชัย
 กลุ่มที่ ๖ (๒) ศึกษาวิเคราะห์หลักสัปปุริสธรรม ๗ ประการ
                ๑. นายวิชัย  สิมมาสุด
                ๒. นายไพวรรณ  สิงห์รักษ์
                ๓. นายนคร  เวฬุวัน
                ๔. นายนพรัตน์  ป้องกัน
กลุ่มที่ ๗ (๑) ศึกษาวิเคราะห์บทบาทการบริหารของพระพุทธเจ้า (รายงานแล้ว ยังไม่ส่งเล่ม)
                ๑. นายกัปนาท  บุญรอด
                ๒. นางสาวจุไรวรรณ  เฉื่อยกลาง
                ๓. นางพิมพ์ชนก  ทิวา
                ๔. นายธวัชชัย  เจดีย์
กลุ่มที่ ๘ (๘) ศึกษาวิเคราะห์หลักฆราวาสธรรม ๔ ประการ
                ๑. นางวรัญญา  เจดีย์
                ๒.นายพงศธร  เณรโต
                ๓. นางสาวนงลักษณ์  จิตตมาตย์
                ๔. นางสาวนารีรัตน์  หมวกไสว


หัวข้อที่จะศึกษา

๑.      ศึกษาวิเคราะห์บทบาทการบริหารของพระพุทธเจ้า
๒.    ศึกษาวิเคราะห์หลักสัปปุริสธรรม ๗ ประการ
๓.     ศึกษาวิเคราะห์หลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ
๔.     ศึกษาวิเคราะห์หลักสาราณียธรรม ๖ ประการ
๕.     ศึกษาวิเคราะห์หลักสังคหวัตถุ ๔ ประการ
๖.      ศึกษาวิเคราะห์หลักอธิปไตย ๓ ประการ
๗.     ศึกษาวิเคราะห์หลักกัลยาณมิตตธรรม ๗ ประการ
๘.      ศึกษาวิเคราะห์หลักฆราวาสธรรม ๔ ประการ

 ลำดับที่       ชื่อ       นามสกุล
                ๑. นายสุขสันต์  สุขสงครามสุขสันต์
                ๒. นายกอบศักดิ์  มานุรัตน์
                ๓. นางสาวจุฑามาศ  ผิวเหลือง
                ๔. นายชัยธัช  คงสอนพรม
                ๕. นายณัฐวัชร  อยู่ภักดี
                ๖. นายดำรง  มิติสัย
                ๗. นายธงไชย  บัวระภา
                ๘. นายธเนตร  ยอดราช
                ๙. นายธัญชนิต  วรรณโคตร
                ๑๐. จ่าสิบเอกพุทธิชัย  เพียงสุวรรณ์  สอบแล้ว
                ๑๑. นายยอดชาย  คำมณีจันทร์
                ๑๒. นายรังสรรค์  บุญประเสริฐ
                ๑๓. นางสาววรษา  ชาวดร  สอบแล้ว
                ๑๔. นายวิชัย  สุติ
                ๑๕. นายเจียระไน  แจ้งกระจ่าง  สอบแล้ว
                ๑๖. นายเทพพร  ดานุรักษ์
                ๑๗. นางนภาพร  ชัชวาล
                ๑๘. นางสาวพชร  ปิยกุลนันทน์
                ๑๙. นางหนึ่งฤทัย  พลภักดิ์
                ๒๐. นางสุภวัลย์  นิธิบุญญวงค์
                ๒๑. นายวราวุฒิ  ปลื้มชัยภูมิ
                ๒๒. นายอธิปัตย์  ผิวสวัสดิ์
                ๒๓. นายยุทธนา  มงคลชัย
              
ลำดับที่   ชื่อ   นามสกุล

  ๒๔. นายวิชัย  สิมมาสุด
                ๒๕. นายไพวรรณ  สิงห์รักษ์
                ๒๖. นายนคร  เวฬุวัน
                ๒๗. นายนพรัตน์  ป้องกัน
                ๒๘. นายกัปนาท  บุญรอด
                ๒๙. นางสาวจุไรวรรณ  เฉื่อยกลาง  สอบแล้ว
                ๓๐. นางพิมพ์ชนก  ทิวา  สอบแล้ว
                ๓๑. นายธวัชชัย  เจดีย์  สอบแล้ว
                ๓๒. นางวรัญญา  เจดีย์  สอบแล้ว
                ๓๓.นายพงศธร  เณรโต
                ๓๔. นางสาวนงลักษณ์  จิตตมาตย์
                ๓๕. นางสาวนารีรัตน์  หมวกไสว สอบแล้ว