วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

งานปริวาสปี ๕๗


ขอนิมนต์/เชิญพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมประจำปี ๒๕๕๗

ณ วัดดอนทองวราราม  ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 

ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗

จัดโดย 
คณะสงฆ์อำเภอกมลาไสย โดยคณะสงฆ์ตำบลโพนงาม เป็นเจ้าภาพหลัก

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
๐๘๗๘๕๗๓๙๙๘
 อีเมล์ taninikh@gmail.com 
เฟชบุ๊ค Wat Dontong Kalasin


วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี ตอน ๑๕

[ความตายของพระนางสามาวดีควรแก่กรรมในปางก่อน]
 ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า ความตามเช่นนี้ ของอุบาสิกาผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาเห็นปานนี้ ไม่สมควรเลยหนอ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายความตายนั่นของหญิงทั้งหลาย มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข ไม่ควรแล้วในอัตภาพนี้ แต่ว่า ความตายอันหญิงเหล่านั้นได้แล้วสมควรแท้แก่กรรมซึ่งเขาทำไว้ในกาลก่อน, อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาว่า กรรมอะไร อันหญิงเหล่านั้นทำไว้ในกาลก่อน พระเจ้าข้า ?ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมา (เล่าว่า).
[บุรพกรรมของพระนางสามาวดีกับบริวาร]
 ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ ฉันอยู่ในพระราชวังเนืองนิตย์. หญิง ๕๐๐ คน ย่อมบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. ในท่านเหล่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์ ไปสู่หิมวันตประเทศอีกองค์หนึ่ง นั่งเข้าฌานอยู่ในที่รกด้วยหญ้าแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไปแล้ว, พระราชา ทรงพาหญิงเหล่านั้นไปเพื่อทรงเล่นน้ำในแม่น้ำ. ณ สถานที่นั้น หญิงเหล่านั้น เล่นน้ำตลอดส่วนแห่งวัน ขึ้นแล้ว ถูกความหนาวบีบคั้นเทียวใคร่จะผิดไฟ กล่าวกันว่า ท่านทั้งหลาย พึงหาดูที่ก่อไฟของพวกเรา, เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ เห็นที่รกด้วยหญ้า (ชัฏหญ้า)นั้น จึงยืนล้อมก่อไฟแล้ว ด้วยสำคัญว่า กองหญ้า เมื่อหญ้าทั้งหลายไหม้แล้วก็ยุบลง, หญิงเหล่านั้น แลเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงกล่าวกันว่า พวกเรา ฉิบหายแล้ว ! พวกเรา ฉิบหายแล้ว ! พระปัจเจกพุทธเจ้าของพระราชาถูกไฟคลอก, พระราชาทรงทราบจักทำพวกเราให้ฉิบหาย, เราจักทำท่านให้ไหม้ให้หมด, ทุกคนนำฟืนมาจากที่โน้นที่นี้ ทำให้เป็นกองในเบื้องบนแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นกองฟืนใหญ่ได้มีแล้ว. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น สุมฟืนนั้นแล้วหลีกไป ด้วยสำคัญว่า บัดนี้ จักไหม้ละ. ครั้งก่อน พวกเขาเป็นผู้ไม่มีความจงใจ ก็ถูกกรรมติดตามแล้วในบัดนี้. ก็คนทั้งหลายแม้นำฟืน ๑๐๐๐ เล่มเกวียนมาสุมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะทำพระปัจเจกพุทธเจ้าภายในสมาบัติ แม้ให้มีอาการสักว่าอุ่นได้. เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ในวันที่ ๗ จึงได้ลุกขึ้นไปตามสบายแล้ว. หญิงเหล่านั้น ไหม้ในนรกสิ้นหลายพันปี เพราะความที่กรรมนั้นอันทำไว้แล้ว ไหม้แล้วในเรือนที่ถูกไฟไหม้อยู่ โดยทำนองนี้แล สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ ด้วยวิบากอันเหลือลงแห่งกรรมนั้นแล. นี้เป็นบุรพ-กรรมของหญิงเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
[บุรพกรรมของนางขุชชุตตรา]
 เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลาย จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นางขุชชุตตราเล่า เพราะกรรมอะไร ? จึงเป็นหญิงค่อม, เพราะกรรมอะไร ? จึงเป็นผู้มีปัญญามาก, เพราะกรรมอะไร ? จึงบรรลุโสดาปัตติผล, เพราะกรรมอะไร ? จึงเป็นคนรับใช้ของคนเหล่าอื่น. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่พระราชาองค์นั้นแล ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นเหมือนกัน ได้เป็นผู้มีธาตุแห่งคนค่อมหน่อยหนึ่ง. ลำดับนั้น หญิงผู้อุปัฏฐายิกาคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลถือขันทองคำทำเป็นคนค่อม แสดงอาการเที่ยวไปแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ด้วยพูดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าของพวกเราย่อมเที่ยวไปอย่างนี้และอย่างนี้. เพราะผลอันไหลออกแห่งกรรมนั้นนางจึงเป็นหญิงค่อม. อนึ่ง ในวันแรก พระราชา ทรงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ให้นั่งในพระราชมณเฑียรแล้วให้ราชบุรุษรับบาตร บรรจุบาตรให้เต็มด้วยข้าวปายาสแล้วรับสั่งให้ถวาย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ถือบาตรอันเต็มด้วยข้าวปายาสร้อน ต้องผลัดเปลี่ยน (มือ)บ่อย ๆ . หญิงนั้น เห็นท่านทำอยู่อย่างนั้น ก็ถวายวลัยงา ๘ วลัย ซึ่ง เป็นของ ๆ ตนกล่าวว่า ท่านจงวางไว้บนวลัยนี้แล้วถือเอา. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว. แลดูหญิงนั้น. นางทราบ ความประสงค์ของท่านทั้งหลาย จึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ดิฉันหามีความต้องการวลัยเหล่านี้ไม่, ดิฉันบริจาควลัยเหล่านั้นแล้วแก่ท่านทั้งหลายนั่นแล, ขอท่านจงรับไป. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับแล้ว ได้ไปยังเงื้อมชื่อนันทมูลกะ. แม้ทุกวันนี้ วลัยเหล่านั้น ก็ยังดี ๆ อยู่นั่นเอง. เพราะผลอันไหลออกแห่งกรรมนั้น ในบัดนี้ นางจึงเป็นผู้ทรงพระไทรปิฎก มีปัญญามาก. เพราะผลอันไหลออกแห่งการอุปัฏฐาก ซึ่งนางทำแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย นางจึงได้บรรลุโสดาปัตติผล. นี้เป็นบุรพกรรมในสมัยพุทธันดรของนาง. ส่วนในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ธิดาของเศรษฐีในกรุงพาราณสีคนหนึ่ง จับแว่น นั่งแต่งตัวอยู่ในเวลามีเงาเจริญ (เวลาบ่าย).
ลำดับนั้น นางภิกษุณีขีณาสพรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยของนางได้ไปเพื่อเยี่ยมนาง. จริงอยู่ นางภิกษุณี แม้เป็นพระขีณาสพก็เป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะเห็นตระกูลอุปัฏฐากในเวลาเย็น. ก็ในขณะนั้นหญิงรับใช้ไร ๆ ในสำนักของธิดาเศรษฐีไม่มีเลย. นางจึงกล่าวว่าดิฉันไหว้ เจ้าข้า โปรดหยิบกระเช้าเครื่องประดับนั่น ให้แก่ดิฉันก่อน. พระเถรี คิดว่า ถ้าเรา จักไม่หยิบกระเช้าเครื่องประดับนี้ให้แก่นางไซร้, นางจักทำความอาฆาตในเราแล้ว บังเกิดในนรก, แต่ว่า ถ้าเราจัก(หยิบ) ให้, นางจักเกิดเป็นหญิงรับใช้ของคนอื่น, แต่ว่า เพียงความเป็นผู้รับใช้ของคนอื่น ย่อมดีกว่าความ เร่าร้อนในนรกแล. พระเถรีนั้น อาศัยความเอ็นดู จึงได้หยิบกะเช้าเครื่องประดับนั้นให้แก่นาง. เพราะผลอันไหลออกแห่งกรรมนั้น นาง จึงเป็นคนรับใช้ของคนเหล่าอื่น.
[พระศาสดาเสด็จมาแสดงธรรมที่ธรรมสภา]
 รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า หญิง๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข ถูกไฟไหม้แล้วในตำหนัก, พวกญาติของพระนางมาคันทิยา ถูกจุดไฟอันมีฟางเป็นเชื้อไว้เบื้องบนแล้วทำลายด้วยไถเหล็ก, พระนางมาคันทิยา ถูกทอดด้วยน้ำมันอันเดือดพล่าน, ในคนเหล่านั้น ใครหนอแล ? ชื่อว่าเป็นอยู่, ใคร ? เชื่อว่าตายแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายคนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ประมาทแล้ว, คนเหล่านั้น แม้เป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ปี ก็ชื่อว่าตายแล้วแท้, คนเหล่าใด ไม่ประมาทแล้ว, คนเหล่านั้น แม้ตายแล้ว ก็ชื่อว่ายังคงเป็นอยู่, เพราะฉะนั้น พระนางมาคันทิยา จะเป็นอยู่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม ก็ชื่อว่าตายแล้วทีเดียวหญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข แม้ตายแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นอยู่นั่นเที่ยว, ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าผู้ไม่ประมาทแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย, ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า
ความไม่ประมาทเป็นเครื่องถึงอมตะ
ความประมาทเป็นทางแห่งมัจจุ
ผู้ไม่ประมาทแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย,
ผู้ใดประมาทแล้ว ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว,
บัณฑิตรู้ความนั่น โดยแปลกกันแล้ว (ตั้งอยู่)
ในความไม่ประมาท บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาท,
ยินดีในธรรม เป็นที่โคจรของพระอริยะทั้งหลาย,
บัณฑิตผู้ไม่ ประมาทเหล่านั้น มีความเพ่ง
มีความเพียร เป็นไปติดต่อ, บากบั่นมั่นเป็นนิตย์
เป็นนักปราชญ์ ย่อมถูกต้องพระนิพพาน
อันเป็น แดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม.
[แก้อรรถ]
 บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ย่อมแสดงเนื้อความกว้าง คือ ถือเอาเนื้อความกว้างตั้งอยู่. จริงอยู่ พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกแม้ทั้งสิ้น ซึ่งอาจารย์ทั้งหลายนำมากล่าวอยู่ ย่อมหยั่งลงสู่ความไม่ประมาทนั่นเอง, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน, รอยเท้าทั้งปวงนั้น ย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง, รอยเท้าช้าง อันชาวโลกย่อมเรียกว่าเป็นยอดแห่งรอยเท้าเหล่านั้น. เพราะรอยเท้าช้างนี้เป็นของใหญ่ แม้ฉันใด, ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง, กุศลธรรมเหล่านั้น ทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นรากเง่า มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลง, ความไม่ประมาท อันเรากล่าวว่า เป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกันแล ก็ความไม่ประมาทนั้นนั่น โดยอรรถชื่อว่า ความไม่อยู่ปราศจากสติ, เพราะคำว่า ความไม่ประมาทนั่น เป็นชื่อของสติอันตั้งมั่นเป็นนิตย์. พึงทราบวินิจฉันในคำว่า อมตํ ปทํ, พระนิพพาน พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า อมตะ, เพราะพระนิพพานนั้น ชื่อว่าไม่แก่ไม่ตาย เพราะความเป็นธรรมชาติไม่เกิด, เหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกพระนิพพานว่า อมตะ, สัตว์ทั้งหลายย่อมถึง อธิบายว่า ย่อมบรรลุอมตะ ด้วยความไม่ประมาทนี้ เหตุนั้น ความไม่ประมาทนี้จึงชื่อว่า เป็นเครื่องถึง, (ความไม่ประมาท) เป็นเครื่องถึงชื่อมตะท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เป็นอุบายเครื่องบรรลุซึ่งอมตะ จึงชื่อว่าอมตํ ปทํ. ภาวะ คือความมัวเมา ชื่อว่า ความประมาท. คำว่า ความประมาทนั่น เป็นชื่อของการปล่อยสติ กล่าวคือ ความมีสติหลงลืม.
บทว่า มจฺจุโน แปลว่า แห่งความตาย.
บทว่า ปทํ คือเป็นอุบาย ได้แก่ เป็นหนทาง. จริงอยู่ ชนผู้ประมาทแล้ว ย่อมไม่เป็นไปล่วงซึ่งชาติได้, แม้เกิดแล้ว ก็ย่อมแก่ด้วย ย่อมตายด้วยเหตุนั้น ความประมาท จึงชื่อว่าเป็นทางแห่งมัจจุ คือย่อมนำเข้า หาความตาย.
บาทพระคาถาว่า อปฺปมตฺตา น มียนฺติ ความว่า ก็ผู้ประกอบด้วยสติ ชื่อว่า ผู้ไม่ประมาทแล้ว. ใคร ๆ ไม่พึงกำหนดว่า ผู้ไม่ประมาทแล้วย่อมไม่ตาย คือเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย ดังนี้, เพราะว่าสัตว์ไร ๆ ชื่อว่าไม่แก่และไม่ตาย ย่อมไม่มี, แต่ชื่อว่า วัฏฏะของสัตว์ผู้ประมาทแล้ว กำหนดไม่ได้, (วัฏฏะ) ของผู้ไม่ประมาทกำหนดได้, เหตุนั้น สัตว์ผู้ประมาทแล้ว แม้เป็นอยู่ ก็ชื่อว่าตายแล้วแท้ เพราะความเป็นผู้ไม่พ้นไปจากทุกข์ มีชาติเป็นต้นได้, ส่วนผู้ไม่ประมาท เจริญอัปปมาทลักษณะแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งมรรคและผลโดยฉับพลัน ย่อมไม่เกิดในอัตภาพที่ ๒ และที่ ๓, เหตุนั้นสัตว์ผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น เป็นอยู่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม ชื่อว่าย่อมไม่ตายโดยแท้.
บาทพระคาถาว่า เย ปมตฺตา ยถา มตา ความว่า ส่วนสัตว์เหล่าใดประมาทแล้ว, สัตว์เหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนสัตว์ที่ตายแล้วด้วยการขาดชีวิตนทรีย์ มีวิญญาณไปปราศแล้วเช่นกับท่อนฟืนฉะนั้นเทียว เพราะความที่คนตายแล้วด้วยความตาย คือ ความประมาท, จริงอยู่ แม้จิตดวงหนึ่งว่า เราจักถวายทาน, เราจักรักษาศีล เราจักทำอุโบสถกรรม ดังนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้น แม้แก่เขาทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์ก่อน, จิตดวงหนึ่งว่า เราจักบำเพ็ญวัตรทั้งหลาย มีอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้น, เราจักสมาทานธุดงค์, เราจักเจริญภาวนา ดังนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น แม้ผู้เป็นบรรพชิต ดังจิตดวงหนึ่งไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ที่ตายแล้วฉะนั้น, สัตว์ผู้ประมาทแล้วนั้น จะเป็นผู้มีอะไรเป็นเครื่องกระทำให้ต่างจากสัตว์ผู้ตายแล้วเล่า ? เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ชนเหล่าใด ประมาทแล้ว, ชนเหล่านั้นย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว.
บาทพระคาถาว่า เอตํ วิเสสโต ญตฺวา ความว่า รู้ความนั้นโดยแปลกกันว่า การแล่นออกจากวัฏฏะของผู้ประมาทแล้วย่อมไม่มี, ของผู้ไม่ประมาทแล้วมีอยู่. มีปุจฉาว่า ก็ใครเล่า ย่อมรู้ความแปลกกันนั่น ? มีวิสัชนาว่า บัณฑิตทั้งหลาย ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทย่อมรู้. อธิบายว่า บัณฑิต คือผู้มีเมธา ได้แก่ ผู้มีปัญญาเหล่าใด ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทของตนแล้ว เจริญความไม่ประมาทอยู่ บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมรู้เหตุอันแปลกกันนั่น.
บาทพระคาถาว่า อปฺปมาเท ปโมทนฺติ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้น ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมบันเทิง คือ เป็นผู้มีหน้ายิ้มแย้ม ได้แก่ ยินดี ร่าเริง ในความไม่ประมาทของตนนั้น.
บาทพระคาถาว่า อริยานํ โคจเร รตา ความว่า บัณฑิตเหล่านั้น บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาทอย่างนั้น เจริญความไม่ประมาทนั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ยินดี คือ ยินดียิ่งในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ แยกออกเป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น และในโลกุตรธรรม ๙ ประการ อันนับ ว่าเป็นธรรมเครื่องโคจรของพระอริยะทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
สองบทว่า เต ฌายิโน ความว่า บัณฑิตผู้ไม่ประมาทเหล่านั้นเป็นผู้มีความเพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ อย่าง คือ ด้วยอารัมมณูปนิชฌานกล่าวคือ สมาบัติ ๘, และด้วยลักขณูปนิชฌาน กล่าวคือ วิปัสสนามรรคและผล.
บทว่า สาตติกา ความว่า เป็นผู้มีความเพียร ซึ่งเป็นไปทางกายและทางจิต เป็นไปแล้วติดต่อ จำเดิมแต่กาลเป็นที่ออกบวชจนถึงการบรรลุพระอรหัต.
บาทพระคาถาว่า นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเพียรเห็นปานนี้ว่า ผลนั้นใด อันบุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ยังไม่บรรลุผลนั้นแล้วหยุดความเพียรเสีย จักไม่มี (เช่นนี้)ชื่อว่า บากบั่นมั่น ชื่อว่า เป็นไปแล้วเป็นนิตย์ เหตุไม่ท้อถอยในระหว่าง. ในคำว่า ผุสนฺติ นี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้:- การถูกต้องมี ๒ คือ ญาณผุสนา (การถูกต้อง คือญาณ), วิปากผุสนา (การถูกต้อง คือวิบาก). ในผุสนา ๒ อย่างนั้น มรรค ๔ ชื่อว่า ญาณผุสนา. ผล ๔ ชื่อว่า วิปากผุสนา. ในผุสนา ๒ อย่างนั้น วิปากผุสนา พระผู้มีพระภาค ทรงประสงค์เอาในบทว่า ผุสนฺตินี้. บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ เมื่อทำนิพพานให้แจ้งด้วยอริยผล ชื่อว่าย่อมทำนิพพานให้แจ้งด้วยวิปากผุสนา.
บาทพระคาถาว่า โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ความว่า (ซึ่งนิพพาน)อันเป็นแดนเกษม คือ ไม่มีภัย จากโยคะ ๔ อันยังมหาชนให้จมลงในวัฏฏะ ชื่อว่า ยอดเยี่ยม เพราะความเป็นสิ่งประเสริฐกว่าโลกิยธรรมและโลกุตรธรรมทั้งปวง. ในที่สุดแห่งเทศนา ชนเป็นอันมาก ได้เป็นพระอริยบุคคล มีโสดาบันเป็นต้น. เทศนา เป็นกถามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องพระนางสาวมาวดี จบ.


อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี ตอน ๑๔




[พระเจ้าอุเทนลงโทษพระนางสามาวดี]
 พระราชา ทอดพระเนตรเห็นงูแล้ว ก็ทรงสะดุ้งพระหฤทัยกลัวแต่มรณะ ได้เป็นประดุจลุกโพลงด้วยความพิโรธว่า หญิง เหล่านี้ มาทำกรรมแม้เห็นปานนี้, ชิ ชิ เราก็ชั่วช้า ไม่เชื่อคำของ นางมาคันทิยานี้ แม้ผู้บอกความที่หญิงเหล่านี้เป็นคนลามก, ครั้งก่อนมันเจาะช่องไว้ในห้องทั้งหลายของตนนั่งอยู่แล้ว, เมื่อเราส่งไก่ไปให้ก็ส่งคืนมาอีก, วันนี้ปล่อยงูไว้บนที่นอน. ฝ่ายพระนางสามาวดี ก็ได้ให้โอวาทแก่หญิง ๕๐๐ว่า แม่ทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของพวกเราหามีไม่, ท่านทั้งหลายจงยังเมตตาจิตอันสม่ำเสมอนั่นแล ให้เป็นไปในพระราชาผู้เป็นจอมแห่งนรชนในพระเทวีและในตน, ท่านทั้งหลายอย่าทำความโกรธต่อใคร ๆ. พระราชา ทรงถือธนูมีสัณฐานดังงาช้าง (หรือเขาสัตว์) ซึ่งมีกำลัง (แห่งการโก่ง) ของคนพันหนึ่ง ทรงขึ้นสายแล้วพาดลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษ ทำพระนางสามาวดีไว้ ณ เบื้องหน้า ให้หญิงเหล่านั้นทุกคน ยืนตามลำดับกันแล้ว จึงปล่อยลูกศรไปที่พระอุระของพระนางสามาวดี. ลูกศรนั้น หวนกลับบ่ายหน้าสู่ทางที่ตนมาเทียวประดุจจะเข้าไปสู่พระหทัยของพระราชา ได้ตั้งอยู่แล้วด้วยเมตตานุภาพ ของพระนางสามาวดีนั้น. พระราชา ทรงพระดำริว่า ลูกศรที่เรายิงไป ย่อมแทงทะลุไปได้แม้ซึ่งศิลา, แม้ฐานะที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี, ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกศรนี้ กลับมุ่งหน้ามาสู่หัวใจของเรา (ทำไม ?), แท้จริง แม้ศรลูกนี้ ไม่มีจิต ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของมีชีวิต ยังรู้จักคุณของนางสามาวดี, ตัวเราแม้เป็นมนุษย์ก็หารู้ (คุณ) ไม่.
[พระเจ้าอุเทนประทานพรแก่พระนางสามาวดี]
ท้าวเธอทิ้งธนูเสีย ทรงประคองอัญชลี นั่งกระโหย่งแทบบาทมูลของพระนางสามาวดี ตรัสคาถานี้ว่า
เราฟั่นเฟือน เลือนหลง ทิศทั้งปวง ย่อมมืดตื้อแก่เรา
สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเราไว้ และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา.
พระนางสามาวดี สดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้วก็มิได้กราบทูลว่า ดีแล้ว สมมติเทพ พระองค์จงถึงหม่อมฉันเป็นที่พึงเถิด, (แต่) กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันถึงผู้ใดว่าเป็นที่พึ่งแม้พระองค์ก็จะถึงผู้นั้นแล ว่าเป็นที่พึ่งเถิด.
พระนางสามาวดี ผู้เป็นสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว
ก็กล่าวว่า พระองค์อย่าทรงถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย, หม่อมฉันถึงผู้ใดว่าเป็นที่พึ่ง,
ข้าแต่มหาราช ผู้นั่นคือพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้านั่นเป็นผู้เยี่ยมยอด,
ขอพระองค์ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นที่พึ่งด้วย,ทรงเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันด้วย.
พระราชา ทรงสดับคำของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว จึงตรัสว่าบัดนี้ เรายิ่งกลัวมากขึ้นแล้วตรัสคาถานี้ว่า เรานี้เลือนหลงยิ่งขึ้น, ทิศทั้งปวงย่อมมือตื้อ แก่รา, สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเราไว้ และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา.
ลำดับนั้น พระนางสามาวดีนั้น ก็ทูลถามท้าวเธออีก โดยนัยก่อนนั้นแล, เมื่อท้าวเธอตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราขอถึงเจ้าและพระศาสดาว่าเป็นที่พึ่ง และเราจะให้พรแก่เจ้า ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พรจงเป็นสิ่งอันหม่อมฉันได้รับเถิด. ท้าวเธอเสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทรงถึง (พระองค์) เป็นสรณะแล้ว ทรงนิมนต์ ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์สิ้น ๗ วันแล้ว ทรงเรียกพระนางสามาวดีมาตรัสว่า เจ้าจงลุกขึ้นรับพร. พระนางสามาวดี กราบทูลว่า ข้าแม่มหาราช หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยสิ่งทั้งหลายมีเงินเป็นต้น, แต่ขอพระองค์จะพระราชทานพรนี้แก่หม่อมฉัน:(คือ) พระศาสดาพร้อมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป จะเสด็จมา ณ ที่นี้เนืองนิตย์ได้ โดยประการใด, ขอพระองค์ทรงกระทำโดยประการนั้นเถิด, หม่อมฉัน จักฟังธรรม. พระราชา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จมาในที่นี้เนืองนิตย์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป. เหล่าหญิง ซึ่งรวมทั้งพระนางสามาวดีเข้าด้วยกล่าวว่า หม่อมฉันจักฟังธรรม.
พระศาสดา. มหาบพิตร ธรรมดาการไปในที่เดียวเนืองนิตย์ย่อมไม่ควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะมหาชนหวังเฉพาะ (พระพุทธเจ้า) อยู่.
พระราชา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ ทรงสั่งภิกษุไว้รูปหนึ่งเถิด. พระศาสดาทรงสั่งพระอานนทเถระแล้ว. จำเดิมแต่นั้น พระอานนทเถระนั้น ก็พาภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปสู่ราชสกุลเนืองนิตย์, พระเทวีแม้เหล่านั้น เลี้ยงพระเถระพร้อมทั้งบริวาร ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์.
[พระราชาทรงถวายจีวรแก่พระอานนท์]
 วันหนึ่ง หญิงเหล่านั้น ฟังธรรมกถาของพระเถระแล้ว เลื่อมใสได้กระทำการบูชาธรรมด้วยผ้าอุตตราสงค์ ๕๐๐ ผืน. อุตตราสงค์ผืนหนึ่ง ๆ ย่อมมีค่าถึง ๕๐๐. พระราชาไม่ทรงเห็นผ้าสักผืนหนึ่งของหญิงเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ผ้าอุตตราสงค์อยู่ที่ไหน ? พวกหญิง. พวกหม่อมฉันถวายแล้วแด่พระผู้เป็นเจ้า.
          พระราชา. พระผู้เป็นเจ้านั้น รับทั้งหมดหรือ ? พวกหญิง. เพค่ะ รับ (ทั้งหมด). พระราชา เสด็จเข้าไปหาพระเถระแล้วตรัสถามความที่หญิงเหล่านั้น ถวายผ้าอุตตราสงค์ ทรงสดับความที่ผ้าอันหญิงเหล่านั้นถวายแล้ว และความที่พระเถระรับไว้แล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายมากเกินไปมิใช่หรือ ? ท่านจักทำอะไรด้วยผ้ามีประมาณเท่านี้ ? พระเถระ. มหาบพิตร อาตมภาพ รับผ้าไว้พอแก่อาตมภาพแล้ว จักถวายผ้าที่เหลือแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่า.   
พระราชา. ภิกษุทั้งหลาย จักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักให้แก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่ากว่าทั้งหลาย.       
พระราชา. ภิกษุเหล่านั้นจักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักทำให้เป็นผ้าปูนอน.     
พระราชา. เธอจักทำผ้าปูนอนเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักทำให้เป็นผ้าปูพื้น.       
พระราชา. เธอจักทำผ้าปูพื้นเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. ขอถวายพระพร เธอจักทำให้เป็นผ้าเช็ดเท้า.     
พระราชา. เธอจักทำผ้าเช็ดเท้าเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักโขลกให้ละเอียดแล้ว ผสมด้วยดินเหนียวฉาบฝา.  
พระราชา. ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายที่ถวายแด่พวกพระผู้เป็นเจ้าจักไม่เสียหาย แม้เพราะทำกรรมมีประมาณเท่านั้นหรือ ?
พระเถระ. อย่างนั้น มหาบพิตร.  
พระราชา. ทรงเลื่อมใสแล้ว รับสั่งให้นำผ้า ๕๐๐ อื่นอีกมากให้ตั้งไว้แทบบาทมูลของพระเถระแล้ว. ได้ยินว่า พระเถระได้ผ้ามีค่าถึง ๕๐๐ ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วน ๕๐๐ ถึง ๕๐๐ ครั้ง, ได้ผ้ามีค่าถึงพันหนึ่งซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วนพันหนึ่ง ถึงพันครั้ง, ได้ผ้ามีค่าถึงแสนหนึ่ง ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วนแสนหนึ่ง ถึงแสนครั้ง. ก็ชื่อว่าการนับผ้าที่พระเถระได้แล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ๑-๒-๓-๔-๕-๑๐ ดังนี้ ย่อมไม่มี, ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว, พระเถระเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป ได้ถวาย บาตรและจีวรทั้งหลาย ซึ่งเป็นของ ๆ ตนนั่นแล แก่ภิกษุทั้งหลายในวิหารทั้งปวงแล้ว.
[พระนางสามาดีถูกไฟคลอก]
 พระนางมาคันทิยา คิดว่า เราทำสิ่งใด, สิ่งนั้นมิได้เป็นอย่างนั้น กลับเป็นอย่างอื่นไป, เราจักทำอย่างไรหนอแล ? ดังนี้แล้วคิดว่า อุบายนี้ ใช้ได้ เมื่อพระราชาเสด็จไปสู่ที่ทรงกีฬาในพระราชอุทยาน จึงส่งข่าวไปแก่อาว่า ขออาจงไปปราสาทของนางสามาวดี ให้เปิดเรือนคลังผ้าและเรือนคลังน้ำมันแล้ว ชุบผ้าในตุ่มน้ำมันและพันเสา ทำหญิงทั้งหมดเหล่านั้นไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน ปิดประตู ลั่นยนต์ในภายนอก เอาคบไฟมีด้าม จุดไฟตำหนักลงไปเสีย. นายมาคันทิยะนั้น ขึ้นสู่ปราสาท ให้เปิดเรือนคลังทั้งหลาย ซุบผ้าในตุ่มน้ำมันแล้วเริ่มพันเสา. ลำดับนั้น หญิงทั้งหลาย มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข กล่าวกะนายมาคันทิยะอยู่ว่า นี่อะไรกัน ? อา เข้าไปหาแล้ว.
นายมาคันทิยะ กล่าวอย่างนี้ว่า แม่ทั้งหลาย พระราชารับสั่งให้พันเสาเหล่านี้ด้วยผ้าชุบน้ำมัน เพื่อประโยชน์แก่การทำให้มั่นคง ธรรมดาในพระราชวัง กรรมที่ประกอบดีและชั่ว เป็นของรู้ได้ยาก, อย่าอยู่ในที่ใกล้เราเลย แม่ทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ให้หญิงเหล่านั้นผู้มาแล้วเข้าไปห้อง ปิดประตูแล้ว ลั่นยนต์ในภายนอก จุดไฟ จำเดิมแต่ต้น ลงมาแล้ว. พระนางสามาวดี ได้ให้โอวาทแก่หญิงเหล่านั้นว่า การกำหนดอัตภาพ ซึ่งถูกไฟเผาอย่างนี้ของพวกเราผู้ท่องเที่ยวอยู่ใน สงสาร อันมีส่วนสุดไม่ปรากฏแล้ว แม้พุทธญาณก็ไม่ทำได้โดยง่าย, ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด. หญิงเหล่านั้น เมื่อตำหนักถูกไฟไหม้อยู่, มนสิการซึ่งเวทนาปริคคหกัมมัฏฐาน, บางพวกบรรลุผลที่ ๒, บางพวกบรรลุผลที่ ๓. เพราะฉะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก กลับจากบิณฑบาตในภายหลังแห่งภัตร(หลังจากฉันข้าว), พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่โดยที่ใด เข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น, ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง, ภิกษุเหล่านั้น ผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งแลได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ภายในบุรีของพระเจ้าอุเทน ผู้เสด็จไปสู่พระราชอุทยานถูกไฟไหม้แล้ว, หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละแล้ว, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คติของอุบาสิกาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? สัมปรายภพเฉพาะหน้าเป็นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในอุบาสิกาเหล่านี้ อุบาสิกาที่เป็นโสดาบันก็มี, เป็นสกทาคามินีก็มี, เป็นอนาคามินีก็มี, อุบาสิกาทั้งหมดนั้นไม่เป็นผู้ไร้ผลทำกาละดอก ภิกษุทั้งหลาย.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏดุจ รูปอันสมควร, คนพาลมีอุปธิกิเลสเป็นเครื่อง ผูกไว้ ถูกความมืดแวดล้อมแล้ว จึงปรากฏ ดุจมีความเที่ยง, ความกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้เห็น อยู่. ก็แลครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมว่า ภิกษุทั้งหลายธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปในวัฏฏะ เป็นผู้ไม่ประมาทตลอดกาลเป็นนิตย์ กระทำบุญกรรมก็มี, เป็นผู้มีความประมาท กระทำบาปกรรมก็มี, เหตุนั้น สัตว์ผู้เที่ยวไปในวัฏฏะ จึงเสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง.
[พระเจ้าอุเทนลงโทษพระนางมาคันทิยากับพวก]
 พระราชา ทรงสดับว่า ข่าวว่า ตำหนักของพระนางสามาวดีถูกไฟไหม้, แม้เสด็จมาโดยเร็ว ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะทันถึงตำหนักอันไฟยังไม่ไหม้ได้, ก็แลครั้งเสด็จมาแล้ว ทรงยังตำหนักให้ดับแล้วทรงเถิดโทมนัสมีกำลัง แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งอนุสรณ์ถึงพระคุณของพระนางสามาวดี ทรงพระดำริว่า นี้เป็นการกระทำของใครหนอ ? ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า กรรมนี้ จักเป็นกรรมอันนางมาคันทิยาให้ทำแล้ว, ทรงพระดำริว่า นางมาคันทิยานั้นอันเราทำให้หวาดกลัวแล้วถาม ก็จักไม่บอก, เราจักค่อย ๆ ถามโดยอุบาย. จึงตรัสกะอำมาตย์ทั้งหลายว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ในกาลก่อนแต่กาลนี้ เราลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ก็เป็นผู้ระแวงสงสัยอยู่ รอบข้างทีเดียว, นางสามาวดี แสวงหาแต่โทษเราเป็นนิตย์, นางก็ตายไปแล้ว, ก็บัดนี้ เราจักเย็นใจได้ละ, เราจักได้อยู่โดยความสุข.
พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ กรรมนี้อันใครหนอแลทำแล้ว ? พระราชา ตรัสตอบว่า จักเป็นกรรม อันใคร ๆทำแล้วด้วยความรักในเรา. พระนางมาคันทิยา ทรงยืนเฝ้าอยู่ในที่ใกล้ ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ใคร ๆ คนอื่นจักไม่อาจทำได้, พระเจ้าข้า กรรมนี้ อันหม่อมฉันทำแล้ว, หม่อมฉันสั่งอาให้ทำ. พระราชาตรัสว่า ชื่อว่าสัตว์ผู้มีความรักในเราอื่น ยกไว้เสียแต่เจ้า ย่อมไม่มี, เราพอใจ, พระเทวี เราจะให้พรแก่เจ้า, เจ้าจงให้เรียกหมู่ญาติของตนมา. นางส่งข่าวไปแก่พวกญาติว่าพระราชาทรงพอพระหฤทัย จะพระราชทานพรแก่เรา, จงมาเร็ว. พระราชา รับสั่งให้ทำสักการะใหญ่แก่ญาติทั้งหลายของพระนางมาคันทิยา ซึ่งมาแล้ว ๆ แม้พวกคนผู้มิใช่ญาติของพระนางมาคันทิยา เห็นสักการะนั้นแล้ว ก็ให้สินจ้างกล่าวว่า พวกเราเป็นญาติของพระนางมาคันทิยา พากันมาแล้ว. พระราชา รับสั่งให้จับคนเหล่านั้นทั้งหมดไว้แล้วให้ขุดหลุมทั้งหลายประมาณแค่สะดือ ที่พระลานหลวงแล้ว ให้คนเหล่านั้นนั่งลงในหลุมเหล่านั้นเอาดินร่วมกลบ ให้เกลี่ยฟางไว้เบื้องบนแล้วจุดไฟ, ในเวลาที่หนังถูกไฟไหม้แล้ว, รับสั่งให้ไถด้วยไถเหล็กทั้งหลาย ให้ทำให้เป็น ท่อนและหาท่อนมิได้ (หรือ) เป็นชิ้นและหาชิ้นมิได้. พระราชา รับสั่งให้เชือดเนื้อ แม้จากสรีระของพระนางมาคันทิยา ตรงที่มีเนื้อล่ำ ๆ ด้วยมีดอันคมกริบแล้ว ให้ยกขึ้นสู่เตาไฟอันเดือดด้วยน้ำมันให้ทอดดุจขนมแล้ว ให้เคี้ยวกินเนื้อนั้นแล.

อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี ตอน ๑๓



[นางขุชชุตตาเลิศในทางแสดงธรรม]
 ต่อมา พระศาสดาทรงตั้งนางขุชชุตตรานั้นไว้ในเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตตรานี้นั้น เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาอุบาสิกา สาวิกาของเรา ผู้เป็นธรรมกถิกา [แสดงธรรมกถา]. หญิง ๕๐๐ แม้เหล่านั้นแล กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้นอย่างนี้ว่า แม่ พวกข้าพเจ้าใคร่เพื่อจะเฝ้าพระศาสดา, ขอท่านจงแสดงพระศาสดานั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, พวกข้าพเจ้าจะบูชาพระศาสดานั้น ด้วยเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น.
ขุชชุตตรา. แม่เจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าราชสกุล เป็นของหนัก. ข้าพเจ้าไม่อาจเพื่อจะพาท่านทั้งหลายไปภายนอกได้.
พวกหญิง. แม่ ท่านอย่าให้พวกข้าพเจ้าฉิบหายเสียเลย, ขอท่านจงแสดงพระศาสดาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด.
ขุชชุตตรา. ถ้าอย่างนั้น การแลดู เป็นการที่ท่านอาจ [ทำได้] ด้วยช่องมีประมาณเท่าใด, จงเจาะช่องมีประมาณเท่านั้น มีฝาห้องเป็นที่อยู่ของพวกท่าน, ให้นำของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นมาแล้ว ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ จงแลดู จงเหยียดหัตถ์ทั้ง ๒ ออกถวายบังคมและจงบูชาพระศาสดา ผู้เสด็จไปสู่เรือนของเศรษฐีทั้ง ๓. หญิงเหล่านั้น กระทำอย่างนั้นแล้ว แลดูพระศาสดาผู้เสด็จไปและเสด็จมาอยู่ ถวายบังคม และบูชาแล้ว.
[ประวัติหน้าต่าง]
 ต่อมาวันหนึ่ง พระนางมาคันทิยา เสด็จออกเดินจากพื้นปราสาทของตนไปสู่ที่อยู่ของหญิงเหล่านั้น เห็นช่องในห้องทั้งหลายแล้ว จึงถามว่า นี้อะไรกัน ? เมื่อหญิงเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ความอาฆาตที่พระนางนั้นผูกไว้ในพระศาสดา จึงตอบว่า พระศาสดาเสด็จมาสู่นครนี้, พวกหม่อมฉันยืนอยู่ในที่นี้ ย่อมถวายบังคมและบูชาพระศาสดา ดังนี้แล้ว คิดว่า พระสมณโคดม ชื่อว่ามาแล้วสู่นครนี้, บัดนี้เราจักกระทำกรรมที่ควรทำแก่พระสมณโคดมนั้นแม้หญิงเหล่านี้ ก็เป็นอุปัฏฐายิกา ของพระสมณโคดมนั้น, เราจักรู้กรรมที่พึงทำแม้แก่หญิงเหล่านี้ จึงไปกราบทูลแด่พระราชา ว่าข้าแต่มหาราช หญิง ๕๐๐ รวมทั้งพระนางสามาวดี มีความปรารถนาในภายนอก, พระองค์จักไม่มีพระชนม์โดย ๒-๓ วันเป็นแน่. พระราชา ไม่ทรงเชื่อแล้ว ด้วยทรงพระดำริว่า หญิงเหล่านั้น จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้. แม้เมื่อพระนางมาคันทิยากราบทูลอีก ก็ไม่ทรงเชื่ออยู่นั่นเอง. ลำดับนั้น พระนางคันทิยา จึงกราบทูลพระราชานั้น ผู้แม้ เมื่อตนกราบทูลอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ทรงเชื่อว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ (คำ) หม่อมฉันไซร้, ข้าแต่มหาราช ของพระองค์ จงเสด็จไปสู่ที่อยู่ของหญิงเหล่านั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญดูเถิด. พระราชาเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นช่องในห้องทั้งหลาย จึงตรัสถามว่านี่อะไรกัน ? เมื่อหญิงเหล่านั้น กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว, ไม่ทรงพิโรธต่อหญิงเหล่านั้น มิได้ตรัสอะไร ๆ เลย, รับสั่งให้ปิดช่องทั้งหลายเสียแล้วให้ทำหน้าต่างมีช่องน้อยไว้ในห้องทั้งปวง. ได้ยินว่าหน้าต่างมีช่องน้อยทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วในกาลนั้น.
[พระศาสดาผจญกับการแก้แค้น]
 พระนางมาคันทิยา ไม่อาจเพื่อจะทำอะไร ๆ แก่หญิงเหล่านั้นได้ ก็ดำริว่า เราจักทำกรรมที่ควรทำแก่พระสมณโคดมให้ได้จึงให้ค่าจ้างแก่ชาวเมืองแล้วกล่าวว่า พวกเจ้าพร้อมด้วยพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่า ปริภาษ พระสมณโคดมผู้เข้าไปสู่ภายในพระนครเที่ยวอยู่ ให้หนีไป. พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในรัตนะ ๓ก็ติดตามพระศาสดาผู้เสด็จไปสู่ภายในพระนคร ด่าอยู่ บริภาษอยู่ด้วยวัตถุสำหรับด่า ๑๐ อย่างว่า ๑. เจ้าเป็นโจร ๒. เจ้าเป็นพาล ๓. เจ้าเป็นบ้า ๔. เจ้าเป็นอูฐ ๕. เจ้าเป็นวัว ๖. เจ้าเป็นลา ๗. เจ้าเป็นสัตว์นรก ๘. เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ๙. สุคติของเจ้าไม่มี ๑๐. เจ้าหวังได้ทุคติอย่างเดียว. ท่านพระอานนท์ ฟังคำนั้นแล้ว ได้ทราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวเมืองเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษพวกเรา, พวกเราจะไปในที่อื่นจากที่นี้. พระศาสดาตรัสถามว่า เราจะไปที่ไหน ? อานนท์. พระอานนท์ กราบทูลว่า ไปเมืองอื่น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อพวกมนุษย์ในเมืองนั้นด่าอยู่, เราจักไปในที่ไหนกันอีกเล่า ? อานนท์.
พระอานนท์. ไปสู่เมืองอื่น แม้จากเมืองนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อพวกมนุษย์ในเมืองนั้นด่าอยู่, เราจักไปในที่ไหนกันเล่า ? พระอานนท์. ไปเมืองอื่น จากเมืองนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนี้ ไม่ควร, อธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด, เมื่ออธิกรณ์นั้นสงบระงับแล้วในที่นั้นแล จึงควรไปในที่อื่น, อานนท์ ก็พวกเหล่านั้น ใครเล่า ? ด่า.
พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเหล่านั้น ทุกคนจนกระทั่งพวกทาสและกรรมกรด่า. พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างตัวก้าวลง สู่สงคราม, ก็การอดทนลูกศรอันมาจาก ๔ ทิศ ย่อมเป็นภาระของช้างซึ่งก้าวลงสู่สงคราม ฉันใด ชื่อว่าการอดทนต่อถ้อยคำอันคนทุศีลเป็นอันมากกล่าวแล้ว ก็เป็นภาระของเราฉันนั้นเหมือนกัน ดังนี้แล้ว เมื่อทรงปรารภพระองค์แสดงธรรมได้ภาษิตคาถา ๓ เหล่านี้ในนาควรรคว่า เราจักอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกิน ดังช้างอดทน ลูกศร ซึ่งตกไปจากแล่งในสงคราม, เพราะคน เป็นอันมาก เป็นผู้ทุศีล, ราชบุรุษทั้งหลาย ย่อม นำพาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม, พระราชา ย่อมเสด็จขึ้นพาหนะที่ฝึกแล้ว, ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกินได, ผู้นั้นชื่อว่าฝึก (ตน)แล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุด. ม้าอัสดร ที่ฝึกแล้วเป็นสัตว์ประเสริฐ. ม้าอาชาไนย ม้า สินธพที่ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ, พระยาช้าง ชาติกุญชรที่ฝึกแล้ว ก็เป็นสัตว์ประเสริฐ, (แต่) ผู้ฝึกตนเองได้แล้ว ประเสริฐกว่านั้น.
ธรรมกถาได้มีประโยชน์แก่มหาชนผู้ถึงพร้อมแล้ว, พระศาสดาครั้นทรงแสดงธรรมอย่างนั้นแล้วตรัสว่า อานนท์ เธออย่าคิดแล้ว, พวกเหล่านั้น จักด่าได้เพียง ๗ วันเท่านั้น ในวันที่ ๗ จักเป็นผู้นิ่ง, เพราะว่า อธิกรณ์ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เกิน ๗ วันไป.
[พระนางมาคันทิยาหาความด้วยเรื่องไก่]
พระนางมาคันทิยา ให้คนด่าพระศาสดาแล้ว (แต่) ไม่อาจให้หนีไปได้จึงคิดว่า เราจักทำอย่างไรหนอ ? ดังนี้แล้ว คิดว่าหญิงเหล่านี้ เป็นผู้อุปถัมภ์พระสมณโคดมนั้น, เราจักทำความฉิบหายให้แก่หญิงเหล่านั้น วันหนึ่ง เมื่อทำการรับใช้อยู่ในที่เป็นที่เสวยน้ำจัณฑ์แห่งพระราชา ส่งข่าวไปแก่อาว์ว่า โปรดทราบว่าฉันมีความต้องการด้วยไก่ทั้งหลาย, ขออาว์จงนำเอาไก่ตาย ๘ ตัวไก่เป็น ๘ ตัวมา, ก็แลครั้นมาแล้ว จงยืนอยู่ที่สุดบันได บอกความที่ตนมาแล้ว แม้เมื่อทรงรับสั่งว่า  จงเข้ามา ก็อย่าเข้าไป จงส่งไก่เป็น ๘ ตัวไปก่อน ส่งไก่ตายนอกนี้ไปภายหลัง, และนางได้ประทานสินจ้างแก่คนใช้ด้วยสั่งว่า เจ้าพึงกระทำตามคำของเรา. นายมาคันทิยะมาแล้ว ให้ทูลแด่พระราชาให้ทรงทราบ, เมื่อรับสั่งว่า จงเข้ามา ก็กล่าวว่า เราจักไม่เข้าไปสู่ที่เป็นที่เสวยน้ำดื่มของพระราชา.
ฝ่ายพระนางมาคันทิยา ส่งคนใช้ไปด้วยคำว่าพ่อ เจ้าจงไปสู่สำนักแห่งอาว์ของเรา. เขาไปแล้ว นำไก่เป็น ๘ ตัวซึ่งนายมาคันทิยะนั้นให้แล้วมา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ท่านปุโรหิต ส่งเครื่องบรรณาการมาแล้ว. พระราชาตรัสว่า ดีแท้แกงอ่อมเกิดขึ้นแก่พวกเราแล้ว, ใครหนอแล ? ควรแกง. พระนางมาคันทิยา กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข เป็นผู้ไม่มีการงานเที่ยวเตร่อยู่, ขอพระองค์จงส่งไปให้แก่หญิงเหล่านั้น, หญิงเหล่านั้นแกงและจักนำมา (ถวาย). พระราชาทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปให้แก่หญิงเหล่านั้น, ได้ยินว่า หญิงเหล่านั้น จงอย่าให้ในมือคนอื่น จงฆ่าแกงทีเดียว. คนใช้รับพระดำรัสว่า ดีละ พระเจ้าข้าแล้วไปบอกอย่างนั้นเป็นผู้อันหญิงเหล่านั้น คัดค้านแล้วว่า พวกฉันไม่ทำปาณาติบาตจึงมาทูลความนั้นแด่พระราชา.
พระนางมาคันทิยา กราบทูลว่าข้าแต่มหาราช พระองค์เห็นไหม ? บัดนี้ พระองค์จักทรงทราบการทำหรือไม่ทำปาณาติบาตแห่งหญิงเหล่านั้น, ขอพระองค์จงรับสั่งว่า หญิงเหล่านั้นจงแกงส่งไปถวายแก่พระสมณโคดม ดังนี้เถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสอย่างนั้นแล้วส่งไป. คนใช้นอกนี้ ถือทำเป็นเดินไปอยู่ ไปแล้ว ให้ไก่เหล่านั้นแก่ปุโรหิต รับไก่ตายไปสู่สำนักของหญิงเหล่านั้นกล่าวว่า ได้ยินว่า พวกท่านแกงไก่เหล่านี้แล้วจงส่งไปสู่สำนักพระศาสดา. หญิงเหล่านั้นกล่าวรับรองว่า นำมาเถิด นาย ชื่อว่าการแกงไก่ตายนี้เป็นกิจของพวกเรา ดังนี้แล้ว ก็รับไว้. คนใช้นั้นมาสู่สำนักของพระราชา อันพระราชา ตรัสถามว่า เป็นอย่างไร ? พ่อ จึงกราบทูลว่า เมื่อข้าพระองค์เพียงกล่าวว่า พวกท่าน จงแกงส่งไปถวายพระสมณโคดม เท่านั้น, หญิงเหล่านั้น ก็สวนทางมารับเอาแล้ว. พระนางมาคันทิยากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช จงดูเถิด, หญิงเหล่านั้น หาทำให้แก่บุคคลเช่นพระองค์ไม่, เมื่อหม่อมฉัน ทูลว่า หญิงเหล่านั้นมีความปรารถนาในภายนอก, พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อ. พระราชา แม้ทรงสดับคำนั้น ก็ได้ทรงอดกลั้นนิ่งไว้เช่นเดิม. พระนางมาคันทิยาคิดว่า เราจะทำอย่างไรหนอแล ?
[พระนางมาคันทิยาหาความด้วยเรื่องงู]
 ก็ในกาลนั้น พระราชา ย่อมทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๗ วัน ตามวาระกัน ณ พื้นปราสาทแห่งหญิงทั้ง ๓ นั้น คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสุลทัตตาและพระนางมาคันทิยา. ลำดับนั้น พระนางมาคันทิยารู้ว่า พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ พระราชาจักเสด็จไปสู่พื้นปราสาทของพระนางสามาวดี จึงส่งข่าวไปแก่อาว์ว่า โปรดทราบว่า ฉันมีความต้องการด้วยงู, ขออาว์ถอนเขี้ยวงูทั้งหลายแล้วส่งงูไปตัวหนึ่ง. นายมาคันทิยะ กระทำอย่างนั้นแล้ว ส่งไป. พระราชาทรงถือเอาพิณหัสดีกันต์เทียว เสด็จไปสู่ที่เป็นที่เสด็จไปของพระองค์. ในรางพิณนั้นมีช่อง ๆ หนึ่ง. พระนางมาคันทิยา ปล่อยงูเข้าไปทางช่องนั้นแล้วปิดช่องเสียด้วยกลุ่มดอกไม้. งูได้อยู่ในภายในพิณนั้นเองตลอด ๒-๓ วัน. ในวันเสด็จไปแห่งพระราชา พระนางมาคันทิยา ทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ วันนี้ พระองค์จักเสด็จไปสู่ปราสาทของมเหสีคนไหน ? เมื่อตรัสตอบว่า ของนางสามาวดี, จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช วันนี้ หม่อมฉันเห็นสุบินไม่เป็นที่พอใจ, ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่อาจเสด็จไปในที่นั้นได้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราจักไปให้ได้. พระนางห้ามไว้ถึง ๓ ครั้งแล้ว ทูลว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้หม่อมฉันจักไปกับพระองค์ด้วย, แม้พระราชาให้กลับอยู่ก็ไม่กลับ ทราบทูลว่า หม่อมฉันไม่ทราบว่าจักมีเหตุอะไร ? พระเจ้าข้า ดังนั้นแล้ว ก็ได้ไปกับพระราชา จนได้. พระราชาทรงผ้า ดอกไม้ ของหอม และเครื่องอาภรณ์ ซึ่งหมู่หญิงรวมด้วยพระนางสามาวดีถวาย เสวยโภชนะอันดี วางพิณไว้เบื้องบนพระเศียรแล้วบรรทมบนที่บรรทม.
พระนางมาคันทิยาทำเป็นเดินไปมา ได้นำกลุ่มดอกไม้ออกจากช่องพิณ. งู อดอาหารถึง ๒-๓ วัน เลื้อยออกมาจากช่องนั้นพ่น (พิษ) แผ่พังพาน นอนบนพระแท่นที่บรรทมแล้ว. พระนางมาคันทิยา เห็นงูนั้น ก็ร้องแหวขึ้นว่า งู พระเจ้าข้า เมื่อจะด่าพระราชาและหญิงเหล่านั้น จึงกล่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินโง่องค์นี้ ไม่มีวาสนา ไม่ฟังคำพูดของเราแม้อีกหญิงเหล่านี้ ก็เป็นคนไม่มีสิริ หัวดื้อ, ไม่ฟังคำพูดของเราจากสำนักของพระเจ้าแผ่นดินหรือ ? พวกเจ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ พอสวรรคตแล้ว จักเป็นอยู่สบายหรือหนอ ? เมื่อพระเจ้าแผ่นดินยังทรงพระชนม์อยู่ พวกเจ้าเป็นอยู่ลำบากหรือ ? วันนี้เราเห็นการฝันร้ายแล้ว, พระองค์เอ๋ย พระองค์ไม่ทรงฟังเสียงของหม่อมฉันแม้ผู้วิงวอนอยู่ว่า ไม่ควรเสด็จไปปราสาทของพระนางสามาวดี. 


อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี ตอน ๑๒




[ดาบสเลื่อมใสออกบวช]
 ดาบส ๕๐๐ พอฟังคำว่า พระพุทธเจ้าก็ลุกขึ้นประคองอัญชลีต่อเทวดากล่าวว่า ท่านพูดว่า พระพุทธเจ้า หรือ ดังนี้แล้ว ให้เทวดานั้นปฏิญญา ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าพูดว่า พระพุทธเจ้า,แล้วเปล่งอุทานว่า แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลกแล้วกล่าวว่า ท่านเทวดา พวกเรา เป็นผู้อันท่านให้ได้ฟังเสียง ที่ยังมิได้เคยฟังแล้ว ในแสนกัลป์เป็นอเนก. ลำดับนั้น พวกดาบสที่เป็นอันเตวาสิก ได้กล่าวคำนี้กะอาจารย์ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเราจงพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา. อาจารย์ กล่าว่า พ่อทั้งหลาย เศรษฐี ๓ ท่าน เป็นผู้มีอุปการมากแก่พวกเรา, พรุ่งนี้พวกเรารับภิกษาในที่อยู่ของเศรษฐีเหล่านั้น บอกแม้แก่เศรษฐีเหล่านั้นแล้ว จึงจักไป, พ่อทั้งหลาย พวกพ่อ จงยับยั้งอยู่ก่อน. ดาบสเหล่านั้น ยับยั้งอยู่แล้ว, ในวันรุ่งขึ้น พวกเศรษฐี เตรียมข้าวยาคูและภัตรแล้ว ปูอาสนะไว้ รู้ว่า วันนี้ เป็นวันมาแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย, ทำการต้อนรับ ดาบสเหล่านั้นไปสู่ที่อยู่ เชิญให้นั่ง ได้ถวายภิกษาแล้ว. ดาบสเหล่านั้น ทำภัตกิจเสร็จแล้วกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลาย พวกเราจักไป.
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายรับปฏิญญา ของพวกข้าพเจ้าตลอด ๔ เดือน ซึ่งมีในฤดูฝนแล้วมิใช่หรือ ? บัดนี้พวกท่านจักไปไหน ?
ดาบส. ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็เกิดขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้ว, เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจักไปสู่สำนักของพระศาสดา.
เศรษฐี. ก็การไปสู่สำนักของพระศาสดาพระองค์นั้น ควรแก่ท่านทั้งหลายเท่านั้นหรือ ?
ดาบส. แม้คนเหล่าอื่น ก็ควร ไม่ห้าม ผู้มีอายุ.
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงรอก่อนแม้พวกข้าพเจ้าทำการตระเตรียมแล้ว ก็จะไป. ดาบสเหล่านั้นกล่าวว่า เมื่อท่านทั้งหลายทำการตระเตรียมอยู่, ความเนิ่นช้า ย่อมมีแก่พวกเรา, พวกเราจะไปก่อน, ท่านทั้งหลายพึงมาข้างหลัง ดังนี้แล้ว ก็ไปก่อน, เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชมเชยแล้ว ถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถา แสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น. ในที่สุดแห่งเทศนา ดาบสทั้งปวง บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ทูลขอบรรพชา ได้เป็นผู้ทรงบาตรและจีวร อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ดุจพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ในลำดับแห่งพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด.
[สามเศรษฐีสร้างวิหาร]
 เศรษฐีทั้ง ๓ แม้นั้นแล จัดเกวียนคนละ ๕๐๐ เล่ม บรรทุกเครื่องอุปกรณ์แก่ทาน มีผ้าเครื่องนุ่งห่ม เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นไปถึงเมืองสาวัตถีแล้ว เข้าไปสู่พระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาสดับธรรมกถาแล้ว ในที่สุดแห่งกถา ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ถวายทานอยู่ในสำนักของพระศาสดาประมาณกึ่งเดือนแล้ว ทูลเชิญพระศาสดา เพื่อประโยชน์เสด็จไปสู่เมืองโกสัมพี, เมื่อพระศาสดาจะ ประทานปฏิญญา จึงตรัสว่า คฤหบดีทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายย่อมยินดียิ่งในเรือนว่างแล จึงทูลว่า ข้อนั้น พวกข้าพระองค์ทราบแล้ว พระเจ้าข้า การที่พระองค์เสด็จมาด้วยสาส์นที่พวกข้าพระองค์ส่งไป ย่อมควร ดังนี้แล้ว ไปสู่เมืองโกสัมพี ให้สร้างมหาวิหาร ๓ คือ โฆสกเศรษฐี ให้สร้างโฆสิตาราม, กุกกุฎเศรษฐีให้สร้างกุกกุฎาราม, ปาวาริกเศรษฐี ให้สร้างปาวาริการามแล้วส่งสาส์นไปเพื่อประโยชน์แก่อันเสด็จมาแห่งพระศาสดา.
พระศาสดาทรงสดับสาส์นของเศรษฐีเหล่านั้น ก็ได้เสด็จไปในที่นั้นแล้ว. เศรษฐีเหล่านั้น ต้อนรับเชิญให้พระศาสดาเสด็จเข้าไปในวิหารแล้ว มอบถวาย ๓ ครั้งว่า ข้าพระองค์ ขอถวายวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์อันมาแต่ ๔ ทิศ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ดังนี้แล้วย่อมปฏิบัติตามวาระ ๆ. พระศาสดาย่อมประทับอยู่ในวิหารหนึ่ง ๆทุก ๆ วัน, ประทับอยู่ในวิหารของเศรษฐีคนใด, ก็ย่อมเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเศรษฐีคนนั้นแล.
[นายสุมนมาลาการเลี้ยงภิกษุสงฆ์]
 ก็เศรษฐีทั้ง ๓ คนนั้น ได้มีนายช่างมาลา ชื่อสุมนะ เป็นผู้อุปัฏฐาก. นายสุมนมาลาการนั้น กล่าวกะเศรษฐีเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการอุปัฏฐานท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน, เป็นผู้ใคร่เพื่อจะยังพระศาสดาให้เสวย ขอท่านทั้งหลาย จงให้พระศาสดาแก่ข้าพเจ้าวันหนึ่ง. เศรษฐีทั้ง ๓นั้นกล่าวว่า นาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนิมนต์พระศาสดาเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด. นายสุมนมาลากานั้น รับคำว่าดีแล้ว นาย ดังนี้ จึงนิมนต์พระศาสดา ตระเตรียมเครื่องสักการะ. ในกาลนั้น พระราชาพระราชทานกหาปณะ ๘ กหาปณะให้เป็นค่าดอกไม้แก่นางสามาวดีทุก ๆ วัน. ทาสีของนางสามาวดีนั้นชื่อนางขุชชุตตรา ไปสู่สำนักของนายสุมนมาลาการ รับดอกไม้ทั้งหลายเนืองนิตย์. ต่อมา นายมาลาการ กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้นผู้มาในวันนั้นว่า ข้าพเจ้านิมนต์พระศาสดาไว้แล้ว, วันนี้ ข้าพเจ้าจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้อันเลิศ, นางจงรออยู่ เป็นผู้ช่วยเหลือในการเลี้ยงพระฟังธรรม (เสียก่อน)แล้ว จึงรับดอกไม้ไป. นางรับคำว่า ได้. นายสุมนะเลี้ยงภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ได้รับบาตรเพื่อประโยชน์แก่การกระทำอนุโมทนา.
พระศาสดาทรงเริ่มธรรมเทศนาเป็นเครื่องอนุโมทนาแล้ว. ฝ่ายนางขุชชุตตรา สดับธรรมกถาของพระศาสดาอยู่เทียว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ในวันทั้งหลายอื่น นางถือเอากหาปณะ ๔ ไว้สำหรับตน รับดอกไม้ไปด้วยกหาปณะ ๔. ในวันนั้น นางรับดอกไม้ไปด้วยกหาปณะทั้ง ๘กหาปณะ. ลำดับนั้น นางสามาวดี กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้นว่า แม่ พระราชา พระราชทานค่าดอกไม้แก่เราเพิ่มขึ้น ๒ เท่าหรือหนอ ?
ขุชชุตตรา. หามิได้ พระแม่เจ้า.
สามาวดี. เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร ดอกไม้จึงมากเล่า ?
ขุชชุตตรา. ในวันทั้งหลายอื่น หม่อมฉันถือเอากหาปณะ ๔ ไว้สำหรับตน นำดอกไม้มาด้วยกหาปณะ ๔.
สา. เพราะเหตุไร ในวันนี้ เจ้าจึงไม่ถือเอา ?
ขุช. เพราะความที่หม่อมฉันฟังธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรม. ลำดับนั้น นางสามาวดี มิได้คุกคามนางขุชชุตตรานั้นเลยว่า เหวย นางทาสีผู้ชั่วร้าย เจ้าจงให้กหาปณะที่เจ้าถือเอาแล้วตลอดกาล มีประมาณเท่านี้ แก่เรา กลับกล่าวว่า แม่ เจ้าจงทำแม้เราทั้งหลายให้ดื่มอมฤตรสที่เจ้าดื่มแล้ว, เมื่อนางกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระแม่เจ้า จงยังหม่อมฉันให้อาบน้ำ จึงให้นางอาบน้ำ ด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อแล้ว รับสั่งให้ประทานผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน. นางขุชชุตตรานั้น นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ให้ปูอาสนะแล้ว ให้นำพัดมาอันหนึ่ง นั่งบนอาสนะ จับพันอันวิจิตร เรียกมาตะคาม ๕๐๐ มาแล้ว แสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น โดยทำนองที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วนั้นแล. หญิงแม้ทั้งปวงเหล่านั้น ฟังธรรมกถาของนางแล้ว ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. หญิงแม้ทั้งปวงเหล่านั้นไหว้นางขุชชุตตราแล้วกล่าวว่า แม่ จำเดิมแต่วันนี้ ท่านอย่าทำการงานอันเศร้าหมอง (งานไพร่ ๆ), ท่านจงต้องอยู่ในฐานะแห่ง มารดาและฐานะแห่งอาจารย์ของพวกข้าพเจ้าไปสู่สำนักพระศาสดาฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว จงกล่าวแก่พวกข้าพเจ้า. นาง ขุชชุตตรา กระทำอยู่อย่างนั้น ในกาลอื่น ก็เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกแล้ว


อรรถกถาธรรมบท ภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี ตอน ๑๑




[พระเจ้าอุเทนหนี]
 ต่อมา วันหนึ่ง พระราชา เสด็จออก เพื่อทรงกีฬาในพระราชอุทยาน. พระเจ้าอุเทน ทรงดำริว่า เราควรหนีไป ในวันนี้จึงทรงบรรจุกระสอบหนังใหญ่ ๆ ให้เต็มด้วยเงินและทอง วางเหนือหลังนางช้างแล้วพาพระนางวาสุลทัตตาหนีไป. ทหารรักษาวังทั้งหลาย เห็นพระเจ้าอุเทน กำลังหนีไป จึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงส่งพลไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า พวกเจ้าจงไปเร็ว. พระเจ้าอุเทน ทรงทราบว่า พลนิกายไล่ตามแล้ว จึงทรงแก้กระสอบกหาปณะ ทำกหาปณะให้ตก. พวกมนุษย์เก็บกหาปณะขึ้นแล้วไล่ตามไปอีก. ฝ่ายพระเจ้าอุเทน ก็ทรงแก้กระสอบทองแล้วทำให้ตก เมื่อมนุษย์เหล่านั้น มัวเนิ่นช้าอยู่ เพราะความละโมบในทอง ก็เสด็จถึงค่ายของพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ภายนอก. ขณะนั้น พลนิกายพอเห็นท้าวเธอเสด็จมา ก็แวดล้อมเชิญเสด็จให้เข้าไปสู่พระนครของตน. ท้าวเธอ ครั้นเสด็จไปแล้ว ก็อภิเษกพระนางวาสุลทัตตา ตั้งไว้ใน ตำแหน่งแห่งอัครมเหสี. นี้เป็นเรื่องของพระนางวาสุลทัตตา.
[ประวัตินางมาคันทิยา]
 อนึ่ง หญิงอื่นอีก ชื่อว่า นางมาคันทิยา ก็ได้ตำแหน่งแห่งอัครมเหสี แต่สำนักของพระราชา. ได้ยินว่า นางเป็นธิดา ของพราหมณ์ชื่อมาคันทิยะ ในแคว้นกุรุ, แม้มารดาของนางก็ชื่อว่ามาคันทิยาเหมือนกัน. ถึงอาของนางก็ชื่อว่า มาคันทิยะด้วย นางเป็นคนมีรูปงามเปรียบด้วยเทพอัปสร. ก็บิดาของนาง เมื่อไม่ได้สามีที่คู่ควร [แก่นาง] แม้จะถูกตระกูลใหญ่ ๆ อ้อนวอน ก็กลังตะเพิดเอาว่า พวกท่านไม่คู่ควรแก่ลูกสาวของฉันแล้วไล่ส่งไป. ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอนาคามิผล ของมาคันทิยพราหมณ์ พร้อมทั้งปชาบดีทรงถือบาตรจีวรของพระองค์แล้ว ได้เสด็จไปสู่สถานเป็นที่บำเรอไฟของพราหมณ์นั้น ในภายนอกนิคม. พราหมณ์นั้น แลเห็นอัตภาพ อันเลิศด้วยความงามแห่งพระรูปของพระตถาคตแล้ว ก็คิดว่าชื่อว่าบุรุษอื่นผู้เช่นกับบุรุษนี้ ย่อมไม่มีในโลกนี้, บุรุษนี้เป็นผู้คู่ควรแก่ธิดาของเรา, เราจักให้ธิดาของเราแก่บุรุษนี้ เพื่อประโยชน์จะได้เลี้ยงกัน ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ท่านสมณะ ธิดาของข้าพเจ้ามีอยู่คนหนึ่ง, ข้าพเจ้ายังไม่เห็นชายผู้คู่ควรแก่นาง ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้, ท่านเป็นผู้คู่ควรแก่นาง, และนางก็เป็นผู้คู่ควรแก่ท่านแท้, ควรท่านได้นาง๑. ภรรยา. ไว้เป็นบาทบริจาริกา และนางก็ควรได้ท่านไว้เป็นภัสดา, เราจักให้นางแก่ท่าน ท่านจงยืนอยู่ในที่นี้แล จนกว่าข้าพเจ้าจะไป (กลับมา). พระศาสดาไม่ตรัสอะไร ได้ทรงดุษณีภาพ. พราหมณ์ไปสู่เรือนโดยเร็ว กล่าว (กะนางพราหมณี)ว่า นาง ! นาง ! เราเห็นผู้ที่ สมควรแก่ลูกสาวของเราแล้ว, หล่อนจงแต่งตัวมันเร็ว ๆ เข้า ให้ธิดานั้นแต่งตัวแล้วพาไป พร้อมกับนางพราหมณี ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา. ทั่วพระนคร กึกก้อง (แตกตื่น)ว่า พราหมณ์นี้ไม่ให้ (ลูกสาว) แก่ใคร ๆ ด้วยอ้างว่า ชายผู้สมควรแก่ลูกสาวของเราไม่มี ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้. ได้ยินว่า แกกล่าวว่าวันนี้ เราเห็นชายผู้สมควรแก่ลูกสาวของเราแล้ว, ชายผู้นั้นจะเป็นเช่นไรหนอ ? พวกเราจักดูชายผู้นั้น. มหาชนจึงออกไปพร้อมกับพราหมณ์นั้นด้วย. เมื่อพราหมณ์นั้น พาธิดามาอยู่.
พระศาสดามิได้ประทับยืนในที่ที่พราหมณ์นั้นพูดไว้ ทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาทไว้ในที่นั้นแล้ว ได้เสด็จไปประทับยืนในที่อื่น. แท้จริง เจดีย์คือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ที่พระองค์ทรงอธิษฐานแล้วเหยียบไว้เท่านั้น, ย่อมไม่ปรากฏในที่อื่น, อนึ่ง เจดีย์คือรอยพระบาท เป็นสิ่งที่ทรงอธิษฐานไว้เพื่อประสงค์แก่บุคคลเหล่าใด, บุคคลเหล่านั้นจำพวกเดียว ย่อมแลเห็นเจดีย์คือรอยพระบาทนั้น, ก็สัตว์มีช้างเป็นต้น จงเหยียบก็ตาม, มหาเมฆ (ห่าฝนใหญ่) จงตกก็ตาม, ลมบ้าหมู จงพัดก็ตาม เพื่อจะให้บุคคลเหล่านั้นแลไม่เห็จ, ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเพื่อจะลบเจดีย์คือรอยพระบาทนั้นได้. ลำดับนั้น นางพราหมณี กล่าวกะพราหมณ์ว่า ชายนั้นอยู่ที่ไหน ? พราหมณ์ คิดว่า เราได้พูดกะเขาว่า ท่านจงยืนอยู่ในที่นี้, เขาไปเสียในที่ไหนหนอ ? แลดูอยู่ ก็เห็นเจดีย์คือรอยพระบาท จึงกล่าวว่า นี้เป็นรอยเท้าของผู้นั้น. นางพราหมณี ร่ายลักษณมนต์แล้วตรวจตราดูลักษณะแห่งรอยพระบาท เพราะความเป็นผู้แคล่วคล่องในเวททั้ง ๓พร้อมทั้งมนต์สำหรับทายลักษณะกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ นี้มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ ๕แล้วกล่าวคาภานี้ว่า ก็คนเจ้าราคะ พึงมีรอยเท้ากระโหย่ง (เว้า กลาง), คนเจ้าโทสะ ย่อมมีรอยเท้าอันเส้นบีบ (หนักส้น), คนเจ้าโมหะ ย่อมมีรอยเท้าจิกลง (หนักทางปลายนิ้วเท้า), คนมีกิเลสเครื่องมุง บังอันเป็นแล้ว มีรอยเช่นนี้ นี้.
ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะนางว่า นาง หล่อนเป็นผู้มีปกติเห็นมนต์ เหมือนจระเข้ในตุ่มน้ำ เหมือนโจรอยู่ในท่ามกลางเรือนจงนิ่งเสียเถิด. นางพราหมณีกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านอยากจะพูดคำใด ก็จงพูดคำนั้น, รอยเท้านี้ มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ๕. พราหมณ์ แลดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นพระศาสดาแล้วกล่าวว่านี้ คือชายผู้นั้น จึงไปกล่าวว่า ท่านสมณะ ข้าพเจ้าจะให้ธิดาเพื่อต้องการได้เลี้ยงดูกัน. พระศาสดาไม่ตรัสเลยว่า เรามีความต้องการด้วยธิดาของท่านหรือไม่มีตรัสว่า พราหมณ์ เราจะ กล่าวเหตุอันหนึ่งแก่ท่าน, เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า จงกล่าวเถิดท่านสมณะ จึงตรัสบอกการที่พระองค์ถูกมารติดตาม ตั้งแต่ออกผนวช จนถึงโคนต้นอชปาลนิโครธและการประเล้าประโลมอันธิดามารทั้งหลายผู้มาเพื่อระงับความโศกของมารนั้น ผู้โศกาดูรอยู่ว่า บัดนี้ พระสมณโคดมนี้ ล่วงวิสัยแห่งเราเสียแล้ว ประกอบขึ้นด้วยสามารถแห่งเพศนางกุมาริกาเป็นต้น ที่โคนต้นอชปาลนิโครธแล้วตรัสพระคาถานี้ว่า เรามิได้มีแม้ความพอใจในเมถุน เพราะเห็น นางตัณหา นางอรดีและนางราคา, ไฉนเล่า ? จักมีความพอใจ เพราะเห็นธิดาของท่านนี้ ซึ่ง เต็มไปด้วยมูตรและกรีส, เราไม่ปรารถนาจะ ถูกต้องธิดาของท่านนี้แม้ด้วยเท้า.
ในที่สุดแห่งคาถา พราหมณ์และพราหมณี ก็ตั้งอยู่ในอนาคามิ-ผล ฝ่ายนางมาคันทิยาผู้เป็นธิดาแล ผูกอาฆาตในพระศาสดา ว่าถ้าสมณะนั้น ไม่มีความต้องการด้วยเรา, ก็ควรกล่าวถึงความที่ตนไม่มีความต้องการ, แต่สมณะนี้ (กลับ) ทำให้เราเป็นผู้เต็มไปด้วยมูตรและกรีส, เอาเถอะ, เราอาศัยความถึงพร้อมด้วยชาติ, ตระกูล, ประเทศ, โภคะ, ยศและวัย ได้ภัสดาเห็นปานนั้นแล้ว จักรู้กรรมอันเราควรทำแก่สมณโคดม. ถามว่า ก็พระศาสดา ทรงทราบความเกิดขึ้นแห่งความอาฆาตในพระองค์ ของนางหรือไม่ทรงทราบ ? ตอบว่า ทรงทราบเหมือนกัน. ถามว่า เมื่อพระองค์ทรงทราบ เหตุไฉนจึงตรัสพระคาถา ? ตอบว่า พระองค์ตรัสพระคาถา ด้วยสามารถแห่งพราหมณ์และพราหมณีทั้ง ๒ นอกนี้.
ธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทรงคำนึงถึงความอาฆาตย่อมทรงแสดงธรรม ด้วยสามารถแห่งบุคคล ผู้ควรบรรลุมรรคผลเท่านั้น. มารดาบิดา พานางมาคันทิยานั้น ไปฝากนายจูฬมาคันทิยะ (อาว์)ผู้เป็นน้องชายแล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา ทั้ง ๒ คนบวชแล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตผล. ฝ่ายนายจูฬมาคันทิยะ คิดว่า ธิดาของเราไม่ควรแก่ผู้ต่ำช้า, ควรแก่พระราชาผู้เดียว จึงพานางไปสู่เมืองโกสัมพี ตบแต่งด้วยเครื่องประดับทั้งปวงแล้ว ได้ถวายแด่พระเจ้าอุเทน ด้วยคำว่า นางแก้วนี้ควรแก่สมมติเทพ (ฝ่าละออกธุลีพระบาท). พระเจ้าอุเทนนั้นพอทอดพระเนตรเห็นนาง ก็เกิดสิเนหาอย่างแรงกล้า จึงประทานการอภิเษก ทำมาตุคาม ๕๐๐ ให้เป็นบริวารของนาง ตั้งไว้ในตำแหน่งแห่งอัครมเหสีแล้ว. นี้เป็นเรื่องของนางมาคันทิยา. พระเจ้าอุเทนนั้น ได้มีอัครมเหสี ๓ นาง ซึ่งมีหญิงฟ้องพันห้าร้อยคนเป็นบริวาร ด้วยประการดังนี้.
[สามเศรษฐีกับดาบส]
ก็ในสมัยนั้นแล เมืองโกสัมพี มีเศรษฐี ๓ คน คือ โฆสกเศรษฐี, กุกกุฏเศรษฐี. ปาวาริกเศรษฐี. เศรษฐีเหล่านั้น เมื่อวัสสูปนายิกาใกล้เข้มาแล้ว, เห็นดาบส ๕๐๐ มาจากหิมวันตประเทศกำลังเที่ยวไปเพื่อภิกษาในพระนคร ก็เลื่อมใส จึงนิมนต์ให้นั่งให้ฉันแล้ว รับปฏิญญาให้อยู่ในสำนักของตนตลอด ๔ เดือนแล้ว ให้ปฏิญญาเพื่อต้องการแก่อันมาอีก ในสมัยที่ชุ่มด้วยฝน (ฤดูฝน)แล้วส่งไป. จำเดิมแต่นั้น แม้ดาบสทั้งหลาย อยู่ในหิมวันตประเทศตลอด ๘ เดือนแล้ว จึงอยู่ในสำนักของเศรษฐีเหล่านั้น ตลอด ๔ เดือน. ดาบสเหล่านั้น เมื่อมาจากหิมวันตประเทศในเวลาอื่น เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ในแดนอรัญ จึงนั่งที่โคนต้นไทรนั้น. บรรดาดาบสเหล่านั้นดาบสผู้เป็นหัวหน้า คิดว่า เทวดาผู้สิงอยู่ในต้นไม้นี้ จักมิใช่เทวดาผู้ต่ำศักดิ์, เทวราชผู้มีศักดิ์ใหญ่ทีเดียว พึงมีที่ต้นไทรนี้, เป็นการดีหนอ, ถ้าหากเทวราชนี้ พึงให้น้ำควรดื่มแต่หมู่ฤษี. เทวราชนั้นได้ถวายน้ำดื่มแล้ว. ดาบสคิดถึงน้ำอาบ. เทวราชก็ได้ถวายน้ำอาบแม้นั้น. ต่อจากนั้น ดาบสผู้เป็นหัวหน้า ก็คิดถึงโภชนะ เทวราชก็ถวายโภชนะแม้นั้น. ลำดับนั้น ดาบสนั้น ได้มีความปริวิตกนี้ว่า เทวราชนี้ให้ทุกสิ่งที่เราคิดแล้วและคิดแล้ว, เออหนอ เราพึงเห็นเทวราชนั้น. เทวราชนั้น ชำแรกลำต้นไม้ แสดงตนแล้ว. ขณะนั้น ดาบสทั้งหลายถามเทวราชนั้นว่า ท่านเทวราช ท่านมีสมบัติมาก สมบัตินี้ท่านได้แล้ว เพราะทำกรรมอะไรหนอ ? เทวราช. ขออย่าซักถามเลย พระผู้เป็นเจ้า. ดาบส. จงบอกมาเถิด ท่านเทวราช. เทวราชนั้น ละอายอยู่ เพราะกรรมที่ตนทำไว้ เป็นกรรมเล็กน้อย จึงไม่กล้าจะบอก, แต่เมื่อถูกดาบสเหล่านั้นเซ้าซี้บ่อย ๆ เข้าก็กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงฟัง ดังนี้แล้ว จึงเล่าไป.
[ประวัติเทวดา]
 ได้ยินว่า เทวราชนั้นเป็นคนเข็ญใจคนหนึ่ง แสวงหาการงานจ้างอยู่ ได้การงานจ้างในสำนักของอนาถปิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็อาศัยการงานนั้นเลี้ยงชีวิต. ต่อมา เมื่อถึงวันอุโบสถวันหนึ่ง อนาถปิณฑิกเศรษฐี มาจากวิหารแล้ว ถามว่า ในวันนี้ ใคร ๆ ได้บอกความเป็นวันอุโบสถแก่ลูกจ้างคนนั้นแล้วหรือ ? คนในบ้านตอบว่า ข้าแต่นาย ยังไม่ได้บอก. อนาถปิณฑิกะกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงหุงอาหารเย็นไว้สำหรับเขา. คราวนั้น คนเหล่านั้นก็หุงข้าวสุกแห่งข้าวสารกอบหนึ่งไว้เพื่อชายนั้น. ชายนั้น ทำงานในป่าตลอดวันนั้น มาในเวลาเย็น เมื่อเขาคดข้าวให้ ก็ยังไม่บริโภคโดยพลันก่อนด้วยคิดว่า เราเป็นผู้หิวแล้ว คิดว่า ในวันทั้งหลายอื่น ความโกลาหลใหญ่ ย่อมมีในเรือนนี้ว่า ขอท่านจงให้ข้าว ขอท่านจงให้แกง ขอท่านจงให้กับ, ในวันนี้ ทุกคนเป็นผู้เงียบเสียงนอนแล้ว พากันคดอาหารไว้เพื่อเราคนเดียวเท่านั้น, นี้เป็นอย่างไรหนอ ? จึงถามว่า คนที่เหลือ บริโภคแล้วหรือ ? คนทั้งหลายตอบว่า ไม่บริโภค พ่อ.
ผู้รับจ้าง. เพราะเหตุไร ?
คนทั้งหลาย. ในเรือนนี้ เขาไม่หุงอาหารในเย็นวันอุโบสถทั้งหลาย, คนทุกคน ย่อมเป็นผู้รักษาอุโบสถ, โดยที่สุด เด็กแม้ผู้ยังดื่มนม ท่านมหาเศรษฐี ก็ให้บ้วนปาก ให้ใส่ของมีรสหวาน ๔ ชนิดลงในปาก ทำให้เป็นผู้รักษาอุโบสถแล้ว, เมื่อประทีปซึ่งระคนด้วยน้ำมันหอม สว่างอยู่ เด็กเล็กและเด็กใหญ่ทั้งหลายไปสู่ที่นอนแล้วย่อมสาธยายอาการ ๓๒, แต่ว่า พวกเรามิได้ทำสติไว้ เพื่อจะนอกความที่วันนี้เป็นวันอุโบสถแก่ท่าน, เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหุงข้าวไว้เพื่อท่านคนเดียว, ท่านจงรับประทานอาหารนั้นเถิด.
ผู้รับจ้าง. ถ้าการที่เราเป็นผู้รักษาอุโบสถในบัดนี้ ย่อมควรไซร้แม้เราก็พึงเป็นผู้รักษาอุโบสถ.
คนทั้งหลาย. เศรษฐีย่อมรู้เรื่องนี้.
ผู้รับจ้าง. ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงถามเศรษฐีนั้น. คนเหล่านั้น ไปถามเศรษฐีแล้ว. เศรษฐีนั้น กล่าวอย่างนี้ว่าชายนั้น ไม่บริโภคในบัดนี้ บ้วนปากแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถทั้งหลาย จักได้อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง. ฝ่ายคนรับจ้าง ฟังคำนั้นได้กระทำตามนั้นแล้ว. เมื่อเขาหิวโหยแล้ว เพราะทำงานตลอดทั้งวันลมกำเริบแล้วในสรีระ, เขาเอาเชือกผูกท้อง จับที่ปลายเชือกแล้วกลิ้งเกลือกอยู่. เศรษฐี สดับประพฤติเหตุเช่นนั้น มีคนถือคบเพลิง ให้คนถือเอาของมีรสหวาน ๔ ชนิด มาสู่สำนักของชายนั้น ถามว่า เป็นอย่างไร ? พ่อ.
ผู้รับจ้าง. นาย ลมกำเริบแก่ข้าพเจ้า.
เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้น เคี้ยวกินเภสัชนี้.
ผู้รับจ้าง. นาย แม้ท่านทั้งหลายรับประทานแล้วหรือ ?
เศรษฐี. ความไม่สบาย ของพวกเราไม่มี:- เจ้าเคี้ยวกินเถิด. เขากล่าวว่า นาย ข้าพเจ้าเมื่อทำอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจเพื่อจะทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้นได้, แม้ในอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งของข้าพเจ้าอย่าได้เป็นของบกพร่องเลย ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา (เพื่อจะเคี้ยวกิน). ชายนั้น แม้อันเศรษฐี กล่าวอยู่ว่า อย่าทำอย่างนี้เลยพ่อ ก็ไม่ปรารถนาแล้ว, เมื่ออรุณขึ้นอยู่ ทำกาละแล้ว เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งฉะนั้น เกิดเป็นเทวดาที่ต้นไทรนั้น. เพราะเหตุนั้นเทวดานั้นครั้นกล่าวเนื้อความนี้แล้ว จึงกล่าวว่า เศรษฐีนั้นเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา, สมบัตินั้นข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลอันไหลออกแห่อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยเศรษฐีนั้นกระทำแล้ว.